All posts filed under: Reviews

The Lathe of Heaven ในฝันมีสวรรค์

คนเราไม่นอน 3 วันได้จริงหรือ Orr ตัวละครเอกใน The Lathe of Heaven นิยายของ Ursula K. Le Guin นักเขียนไซ-ไฟชื่อดัง อาจถามขึ้นมาเช่นนั้น ในวันที่ 3 ที่เขาอดนอน หัวเริ่มโงนเงน อยู่ในภาวะไม่หลับแต่เหมือนฝันไป ไม่หรอก ไม่มีทางเหมือนฝัน เขาต้องห้ามตัวเองไม่ให้หลับ เพราะฝันของเขานั้นพิเศษกว่าใครอื่น มันคือฝันที่เปลี่ยนแปลงความจริงในอดีตได้ Orr จึงกลัวการฝัน เขาเกลียดการที่ต้องตื่นมาพร้อมความทรงจำชุดเก่า และใบหน้าไม่รู้สึกรู้สาของคนรอบข้าง “ก็มันเป็นแบบนั้นมานานแล้วนี่!” แต่สำหรับ Orr ทุกอย่างเพิ่งเปลี่ยนไปเพียงชั่วข้ามคืน

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
รีวิวหนังสือ : วัยเยาว์อันสิ้นสูญ

วัยเยาว์อันสิ้นสูญ

เขียน: วิลเลียม โกลดิ้ง แปล: ต้องตา สุธรรมรังษี สำนักพิมพ์ไลต์เฮาส์ เรื่องราวติดเกาะโดยมากมักจะแสดงภาพมนุษย์ผู้ชาญฉลาด ต่อสู้กับธรรมชาติด้วยวิธีการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลซึ่งได้รับมาจากสังคมที่พัฒนาแล้วข้างนอกเกาะ

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

บาร์เทิลบี เสมียนผู้หันหน้าเข้ากำแพง

“ผมไม่ประสงค์จะทำ”

ถ้อยคำติดปากบาร์เทิลบี ตัวละครหลักที่จะกลายเป็นปมสำคัญที่ทำให้เรื่องดำเนินต่อไป เรียบง่ายทว่าปั่นป่วน น่าเห็นใจระคนน่ารำคาญ

เรื่องราวของบาร์เทิลบี เป็นงานเขียนที่เฮอร์แมน เมลวิลล์เขียนเพื่อลงพิมพ์ในนิตยสารในชื่อ Bartleby, the Scrivener: A Story of Wall Street เมื่อเทียบกับความยาวของ Moby-Dick ผลงานชิ้นเอกเล่มหนาของเขา บาร์เทิลบีนับว่าเป็นผลอ่านขนาดกะทัดรัดอ่านง่าย ใช้เวลาไม่นานก็ได้สำรวจความคิดและวรรณศิลป์น่าสนใจของเมลวิลล์ในระดับเบื้องต้นได้แล้ว

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

Antwerp

Roberto Bolaño เขียนเรื่องนี้ตอนเขาอายุเพียง 27 ปี (แต่ถูกตีพิมพ์ 22 ปีให้หลังในปี 2002) ก่อนที่งานนวนิยายเล่มหนาอย่าง “2666”, “The Savage Detectives” และบทกวี “The Romantic Dogs” จะทำให้เขาเป็นไอคอนคนสำคัญของ Post Latin American Boom ต่อจากรุ่นพี่อย่าง Julio Cortázar และ Gabriel García Márquez ที่ปักเสาหลักวงการวรรณกรรมอเมริกาใต้ไว้ให้นักอ่านทั้งโลกได้รู้จักกันอย่างกว้างขวาง เนื้อเรื่องโดยรวมของ Antwerp นั้นเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม, แคมป์วันหยุด, คนพเนจร, บทกวี, เพศสัมพันธ์ และความรัก ซึ่งมักเป็นแก่นเรื่องที่ Bolaño เลือกใช้อยู่เรื่อยๆในงานชิ้นต่อๆมาของเขา การเล่าเรื่องของ Antwerp เป็นแบบทดลองจากลักษณะที่เป็น fractured narrative ไม่ปะติดปะต่อ ผ่านมุมมองที่ต่างกันของตัวละครที่ทับซ้อนกันไปมาระหว่างโลก fiction และ reality ของตัว Bolaño เองเพื่อสร้างเนื้อเรื่องแบบไม่เป็นเส้นตรง (non-linear) […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

What We Talk About When We Talk About Love

เมื่อเอ่ยถึงความรัก เรามักจะเชื่อมโยงมันกับภาพแสนสุขของคนสองคนโดยอัตโนมัติ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา เราถูกปลูกฝังให้เชื่อว่าการ “รัก” คือสิ่งที่ดีเสมอ เมื่อเห็นหน้าปกหนังสือรวมเรื่องสั้นของเรย์มอนด์ คาร์เวอร์ (Raymond Carver) เล่มนี้ก็เช่นกัน สีขาวอ่อนละมุนบริสุทธิ์ของพื้นหลัง กับประโยคที่สรุปแก่นของเรื่องราวในหนังสือชื่อน่ารักว่าด้วยความรัก What We Talk About When We Talk About Love อาจทำให้เราหลงเชื่อไปว่าเนื้อหาข้างในนั้นคงไม่ต่างอะไรไปจากนิยายรักหวานซึ้งอย่างของ Nicholas Sparks แต่การด่วนสรุปตัดสินหนังสือจากปก (และชื่อ) คงใช้ไม่ได้กับหนังสือเล่มนี้ พื้นที่สีขาวแสดงให้เห็นถึงความว่างเปล่าและความหนาวเหน็บไร้ความรู้สึก ประโยคที่แยกออกเป็นสองและวางแยกกันอย่างเหลื่อมๆบนปก คล้ายเป็นตัวแทนของคนรักในเรื่องที่ไม่อาจบรรจบเติมเต็มกันได้สมบูรณ์ สีที่แตกต่างกันอย่างไม่เข้าคู่ และการแสดงคำว่า love อย่างขาดๆ พอจะบอกอะไรแก่ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับเนื้อหาในเล่ม ที่แสดงให้เห็นถึงความ “ไม่เต็ม” ของนิยามความรักที่แสดงผ่านทางหนังสือเล่มบาง อันแตกต่างจากนิยายรักในอุดมคติอย่างสุดขั้ว จำนวนเรื่องราว 17 เรื่องในเล่มอันแสดงให้เห็นความไม่เข้าคู่ ต่างผูกกันอย่างหลวมๆด้วยอารมณ์ของความเหงาเศร้าที่ผู้เขียนถ่ายทอดผ่านบรรยากาศ สถานการณ์ กระทั่งคำพูดของตัวละครเอง แม้ชื่อจะพูดถึงความรัก แต่ในหลายเรื่องเรากลับเห็นตัวละครหลักที่ไม่มีคนรัก หรือแม้แต่ความรัก คาดว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงจุดสูงสุดของสไตล์การเขียนแบบมินิมอล (minimal) หรือแบบ “พูดน้อย” อันเป็นสัญลักษณ์ของเรย์มอนด์ คาร์เวอร์ได้ดีสุด […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

ความฝันของไอน์สไตน์ (Einstein’s Dreams)

นวนิยายเล่มบาง เปิดเรื่องด้วยบรรยากาศหงอยเหงายามเช้าของเสมียนหนุ่ม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขากำลังอยู่ในช่วงคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทฤษฎีอันโด่งดังที่ผลของมันสั่นไหวมาจนถึงโลกเราทุกวันนี้ เส้นเรื่องหลักคือเรื่องราวของไอน์สไตน์ที่อิงจากชีวประวัติแต่มีการเพิ่มสีสันแบบที่นวนิยายควรจะเป็น ระหว่างโครงสร้างหลักๆ นั้น แทรกคั่นไปด้วยบันทึก “ความฝัน” ของไอน์สไตน์หนุ่ม (ตัวละครในเรื่อง) คนที่จะประสบความสำเร็จจนชื่อเป็นอมตะ และวาทะของเขายังคงติดหูว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” จะฝันอะไรบ้างในยามค่ำคืน ไม่มีภาพรับรางวัลโนเบล หรือได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราวจากนักวิทยาศาสตร์ด้วยกัน ในแต่ละค่ำคืน สมองและจินตนาการของเขาใช้ไปกับการฝันเรื่อง “เวลา” แต่ละบทแบ่งออกคล้ายจะเป็นเรื่องสั้นย่อยๆ มาพร้อมกับการทดลองว่า หากเวลามีพฤติกรรมที่ต่างไปจากปกติสามัญ เรื่องราวการใช้ชีวิตของมนุษย์จะพิลึกพิลั่นไปแค่ไหน หากเวลาหมุนเป็นวงกลมอยู่เสมอ ทุกการกระทำจะเกิดซ้ำ คนยังจะเห็นความสำคัญของ ‘ครั้งแรก’ หรือ ‘ครั้งสุดท้าย’ กันอยู่ใหม่ หากใครคนหนึ่งทะลุมิติเวลามาอยู่ในอดีต และรู้ตัวว่าหากเขาทำให้อะไรเปลี่ยนไปเพียงนิด เรื่องราวในอนาคตจะไม่มีทางเหมือนเดิมเขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างไร จะเป็นไปได้ไหมที่จะมีสถานที่หนึ่ง ที่รวมเอาบ้านเรือนในศตวรรษต่างๆ มาอยู่ใน ‘พื้นที่’ เดียวกัน โดยผู้คนไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความประหลาด ถ้าเวลาไม่ได้เดินไปข้างหน้าแบบที่เราคุ้นเคย สิ่งที่เกิดก่อนไม่จำเป็นต้องเป็น ‘เหตุ’ และสิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่ ‘ผล’ แล้วต่อจากนั้น คนจะใส่ใจกับสิ่งที่เขากระทำหรือไม่ ว่ามันจะนำไปสู่อะไร ผู้คนจะปฏิบัติต่อกันอย่างไร เมื่อรู้ว่าอีกเพียงไม่นาน ‘เวลา’ ของพวกเขาจะหมดไป ไม่ใช่ด้วยความหิวโหย […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

ความฝันของคนวิกลจริต: บทสนทนาจากเหลาจื่อถึงดอสโตเยฟสกี

หากว่ากันตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พอจะมีให้สืบค้นอยู่บ้าง ปราชญ์ชาวจีนโบราณอย่างเหลาจื่อ และ หนึ่งในเสาหลักแห่งวรรณกรรมรัสเซียอย่าง ฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี ไม่น่าจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ยังมิต้องเอ่ยถึงข้อจำกัดทางภาษาที่กั้นกลางอยู่ระหว่างผลงานของคนทั้งสอง และทำให้การบรรจบทางความคิดครั้งสำคัญนี้ดูจะเป็นไปไม่ได้ กระนั้นก็ตาม แก่นของเรื่อง ความฝันของคนวิกลจริต[1] หรือ The Dream of a Ridiculous Man เรื่องสั้นขนาดยาวชิ้นสุดท้ายของดอสโตเยฟสกี กลับดูเหมือนได้รับอิทธิพลอย่างมีนัยยะสำคัญ จากแนวคิดในลัทธิเต๋าของเหลาจื่อ ความฝันของคนวิกลจริต เป็นการเล่าเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่รู้สึกตัดขาดจากโลกียวิสัย เขารู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารเพียงพอที่จะสามารถให้คุณค่าแก่การดำรงอยู่ของตัวเอง นั่นทำให้เขาครุ่นคิดถึงการฆ่าตัวตายอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งในค่ำคืนของวันที่ 13 พฤศจิกายน ขณะกำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่นั้นเอง เด็กสาวคนหนึ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือจากเขา แต่เขากลับผลักไส และปฏิเสธคำขอร้องของเธออย่างไม่ไยดี เพียงเพราะรู้ดีว่า การขจัดความอาวรณ์ทั้งมวลเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้เพื่อจะจากโลกนี้ไปอย่างสงบ แต่แล้วเมื่อกลับมาถึงถึงห้องพัก ภายใต้บรรยากาศอึมครึมและกระบอกปืนที่วางอยู่เบื้องหน้า เขากลับต้องนั่งไตร่ตรองเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาอีกครั้ง กระทั่งเผลอหลับ และเข้าสู่โลกแห่งความฝันแปลกประหลาดที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการวิพากษ์คุณค่าของความเป็นมนุษย์หลากหลายมิติ น่าสนใจว่า หากตีความสรรพนาม “ผม” ที่ปรากฏในเรื่องนี้ คำว่า “ผม” สามารถเป็นตัวแทนของทั้งดอสโตเยฟสกีเอง และในขณะเดียวกันก็มีความหมายรวมถึงมนุษย์โดยทั่วไปด้วย “ยิ่งวันเวลาผ่านไปในแต่ละปี ผมยิ่งรู้สึกโง่ลง… โง่ลงในทุกๆ เรื่อง ผู้คนรอบข้างมักหัวเราะผมอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีใครสักคนเดียวในบรรดาผู้คนเหล่านั้นที่จะล่วงรู้หรือเฉลียวใจว่า ผมนี่แหละรู้ดีที่สุด […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

Review : No one belongs here more than you.

ihatemirandajuly.tumblr.com เขียนไว้ว่า: I HATE MIRANDA JULY BECAUSE SHE IS RESPONSIBLE FOR EVERYTHING ELSE THAT I HATE. I hate her stupid twee-ass writing that doesn’t make any sense. *Twee คือ movement หนึ่ง คล้ายๆฮิปสเตอร์แต่ไม่ใช่ เป็นบางอย่างที่อธิบายได้ยาก  อ่านวิธีการเป็น Twee ได้ ที่นี่ หรืออ่านความพยายามในการจำกัดความคำว่า Twee ได้ ที่นี่  ข้ออ้างด้านบนที่ว่างานเขียนของ Miranda July เป็นงานเขียนที่ไม่เข้าทีนั้นอาจไม่จริง(ซะทีเดียว) เพราะถึงแม้เนื้อหา และวิธีการเขียนจะออกแนวพิลึกพิลั่น แต่เรื่องสั้นของ July ที่รวมอยู่ในหนังสือ No one belongs here more than you. เล่มนี้ก็แสดงให้เห็นว่า July มีความสามารถในการเป็นนักเขียนที่ดี เธอมีสายตาที่เฉียบแหลม เป็นคนช่างสังเกต เหตุการณ์ทั้งหลายแหล่ที่เธอนำมาเขียนถึงต่างเข้าขั้น […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page