Author: Via Suksantinunt

Salman Rushdie เผยรสนิยมการอ่านแบบไม่ตั้งใจ

กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจไม่น้อยในแวดวงวรรณกรรม เมื่อซัลมาน รัชดี (Salman Rushdie) เข้าไปให้เรตติ้งหนังสือบนเว็บ/แอพพลิเคชั่นสำหรับรีวิวหนังสืออย่าง Goodreads ที่ซึ่งรัชดีเข้าใจว่าการกระทำของเขาไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ สิ่งที่คนให้ความสนใจ หาใช่การที่นักเขียนเจ้าของรางวัลบุ๊คเกอร์ไปปรากฏตัวบนเว็บไซต์ดังกล่าว แต่เป็นการให้ “เรตติ้งต่ำ” แก่นวนิยายระดับตำนานอันเป็นที่รักของนักอ่านหลายคน

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

ดูหนังอย่างนักอ่าน: Birdman (The Unexpected Virtue of Ignorance)

“People, they love blood. They love action. Not this talky, depressing, philosophical bullshit.” – Birdman (2014) งานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 87 ที่เพิ่งผ่านไปในเมื่อวันที่ 23 ก.พ. (เวลาประเทศไทย) สร้างกระแสตอบรับต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอย่าง Birdman (The Unexpected Virtue of Ignorance) หลากหลาย บ้างก็เห็นด้วยกับชัยชนะ บ้างก็ต่อต้าน (เช่นในบทความนี้และบทความอื่นๆ อีกมากมาย) แต่สำหรับเรา Birdman ไม่ได้ชนะใจเราด้วยเทคนิคการถ่าย หรือการแสดงอันโดดเด่นของนักแสดงทุกคนในเรื่อง หากแต่เป็นการหยิบเอางานวรรณกรรมต่างๆ มาผสมกลมกลืนกับตัวบทของภาพยนตร์อย่างฉลาด เพื่อผลักดันงานให้สุดไปอีกขั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นเหมือนกับงานเขียนชั้นดีที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้รับชมเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้ “อ่าน” ด้วย ทั้งนี้ ความสำเร็จของตัวภาพยนตร์ทั้งในด้านรางวัลและรายได้ ก็อาจเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าผู้ชมไม่ได้รักแค่หนังนองเลือดอย่างที่ตัวละคร Birdman ในเรื่องพูดข้างต้นไปซะทีเดียว

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

Harper Lee ออกหนังสือเล่มที่ 2 หลังผ่านไป 55 ปี

Harper Lee โด่งดังจากนวนิยายเล่มแรก (และเล่มเดียวของเธอ) ที่มีชื่อว่า To Kill a Mockingbird ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม ปีค.ศ. 1960 และชนะรางวัล Pulitzer โดยหนังสือเล่มนี้ มีเนื้อหาที่ว่าด้วยจริยธรรม ความยุติธรรม ชาติพันธุ์ และชนชั้น เล่าเรื่องชีวิตของนาย Atticus Finch ทนายผู้ว่าความให้กับชายผิวสีที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีข่มขืน

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

How To Read More

สำหรับนักอ่านที่ตั้งปณิธานสำหรับปีใหม่นี้ว่าจะอ่านหนังสือให้ได้มากกว่าเดิม Sara Nelson แห่งกองบรรณาธิการของ Kindle และ Amazon ผู้ออกตัวว่าเป็นคนที่สามารถอ่านหนังสือได้หลายร้อยเล่มต่อปี (เพราะการอ่านเป็นงานของเธอ… น่าสงสารจริงๆ) ได้มาเขียนคอลัมน์ให้กับบล็อกหนังสือของ Huffingtonpost ว่าด้วยการอ่านให้ได้เยอะๆ คำแนะนำของเธอมีดังต่อไปนี้ – อย่าอ่านอะไรที่คุณ “ควร” อ่าน แต่ให้อ่านอะไรที่คุณสนใจ เลิกฟังความเห็นจากคนอื่นที่พยายามจะนำเสนอหนังสือใหม่ๆให้คุณ แต่ให้คุณเลือกจากเนื้อหาที่คุณสนใจและอยากจะอ่านจริงๆ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการลองอ่านเรื่องย่อที่ปกหลังของหนังสือ หรือถ้าคุณเจอบทสัมภาษณ์ของนักเขียนคนหนึ่งและเกิดรู้สึกถูกใจในความคิดของเขา คุณก็อาจจะลองเอางานเขียนของเขามาอ่านก็ได้ หรือบางทีแค่การชอบปกก็อาจจะพอแล้ว – อย่าจำกัดความตัวเองว่าเป็นคนชอบอ่านแต่นวนิยายแนวนี้ แต่เกลียดแนวนั้น คุณไม่ควรจำกัดตัวเองว่าคุณจะอ่านแค่นวนิยายทั่วไป แต่จะไม่อ่านนวนิยายแนวไซ-ไฟ ฉันเคยบอกทุกคนว่าฉันเกลียดเรื่องสั้น แต่แล้ววันนึงฉันก็ได้อ่าน The Interpreter of Maladies ของ Jhumpa Lahiri หลังจากนั้นนิยามของทุกอย่างที่ฉันเคยตั้งก็เปลี่ยนไปเลย พูดง่ายๆก็คือ อย่าจำกัดตัวเอง – ปล่อยให้ตัวเอง “หยุด” อ่าน  นี่อาจจะฟังดูย้อนแย้งสักนิด แต่การเสียเวลาทนอ่านอะไรที่ไม่ได้ชอบ เพราะคิดว่า​ “ควรอ่าน” (กลับไปดูข้อแรก) นั้นมันจะทำให้คุณหมดไฟที่จะอ่านทุกอย่าง มันจะดีกว่าถ้าคุณอ่าน 50 หน้าของหนังสือที่คุณตระหนักได้ว่าไม่ชอบและเลิกอ่านมัน จากนั้นก็เอาเวลาที่จะอ่านหน้าที่เหลือไปอ่านอะไรที่คุณอาจจะชอบแทน […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

What We Talk About When We Talk About Love

เมื่อเอ่ยถึงความรัก เรามักจะเชื่อมโยงมันกับภาพแสนสุขของคนสองคนโดยอัตโนมัติ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา เราถูกปลูกฝังให้เชื่อว่าการ “รัก” คือสิ่งที่ดีเสมอ เมื่อเห็นหน้าปกหนังสือรวมเรื่องสั้นของเรย์มอนด์ คาร์เวอร์ (Raymond Carver) เล่มนี้ก็เช่นกัน สีขาวอ่อนละมุนบริสุทธิ์ของพื้นหลัง กับประโยคที่สรุปแก่นของเรื่องราวในหนังสือชื่อน่ารักว่าด้วยความรัก What We Talk About When We Talk About Love อาจทำให้เราหลงเชื่อไปว่าเนื้อหาข้างในนั้นคงไม่ต่างอะไรไปจากนิยายรักหวานซึ้งอย่างของ Nicholas Sparks แต่การด่วนสรุปตัดสินหนังสือจากปก (และชื่อ) คงใช้ไม่ได้กับหนังสือเล่มนี้ พื้นที่สีขาวแสดงให้เห็นถึงความว่างเปล่าและความหนาวเหน็บไร้ความรู้สึก ประโยคที่แยกออกเป็นสองและวางแยกกันอย่างเหลื่อมๆบนปก คล้ายเป็นตัวแทนของคนรักในเรื่องที่ไม่อาจบรรจบเติมเต็มกันได้สมบูรณ์ สีที่แตกต่างกันอย่างไม่เข้าคู่ และการแสดงคำว่า love อย่างขาดๆ พอจะบอกอะไรแก่ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับเนื้อหาในเล่ม ที่แสดงให้เห็นถึงความ “ไม่เต็ม” ของนิยามความรักที่แสดงผ่านทางหนังสือเล่มบาง อันแตกต่างจากนิยายรักในอุดมคติอย่างสุดขั้ว จำนวนเรื่องราว 17 เรื่องในเล่มอันแสดงให้เห็นความไม่เข้าคู่ ต่างผูกกันอย่างหลวมๆด้วยอารมณ์ของความเหงาเศร้าที่ผู้เขียนถ่ายทอดผ่านบรรยากาศ สถานการณ์ กระทั่งคำพูดของตัวละครเอง แม้ชื่อจะพูดถึงความรัก แต่ในหลายเรื่องเรากลับเห็นตัวละครหลักที่ไม่มีคนรัก หรือแม้แต่ความรัก คาดว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงจุดสูงสุดของสไตล์การเขียนแบบมินิมอล (minimal) หรือแบบ “พูดน้อย” อันเป็นสัญลักษณ์ของเรย์มอนด์ คาร์เวอร์ได้ดีสุด […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

จดหมายจากอาจารย์สอนวรรณคดี : ว่าด้วยหน้าที่ของงานวรรณกรรม

เมื่อปลายปี 2013  จอช คอร์แมน (Josh Corman) คุณครูวิชาภาษาอังกฤษในสหรัฐอเมริกา ได้รับจดหมายแจ้งจากทางโรงเรียนที่เขาประจำอยู่ ว่ามีผู้ปกครองจำนวนหนึ่งร้องเรียนและตำหนิการเลือกใช้หนังสือ The Handmaid’s Tale (อ่านเรื่องย่อได้ด้านล่าง) เพื่อสอนลูกศิษย์ของเขา โดยกลุ่มผู้ปกครองมองว่าหนังสือเล่มดังกล่าวเต็มไปด้วย “เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม” ไม่สมควรจะนำมาใช้สอนนักเรียนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทางโรงเรียนให้คอร์แมนไปชี้แจงกับผู้ปกครอง แต่แล้วการสนทนาก็ไม่ได้นำไปสู่ข้อสรุปอะไร  ด้วยคาดว่าจะมีผู้ปกครองมาร้องเรียนเพิ่มเติม คอร์แมนจึงตัดสินใจร่างจดหมายสั้นๆ อธิบายการตัดสินใจของเขาในการเลือกหนังสือเล่มดังกล่าวเอาไว้เพื่อเตรียมแจกให้กับใครก็ตามที่มีข้อสงสัย แม้จะตั้งใจให้จดหมายทำหน้าที่ชี้แจงการตัดสินใจเลือกหนังสือเล่มหนึ่งเพื่อมาใช้สอนหนังสือ แต่จดหมายของคอร์แมนกลับเป็นมากกว่าการชี้แจงหรือแก้ตัว มันไม่ได้พูดถึงแค่ The Handmaid’s Tales แต่กลับสะท้อนคุณค่าของวรรณกรรมโดยรวมได้เป็นอย่างดี เนื้อความในจดหมาย : การที่การตัดสินใจเลือกหนังสือ The Handmaid’s Tale ซึ่งแต่งโดยมาร์กาเร็ต แอทวูด (Margaret Atwood) ของข้าพเจ้าเพื่อสอนในชั้นเรียน AP Language and Composition นั้นถูกเพ่งเล็ง อาจมีสาเหตุหลัก(แต่ไม่ใช้สาเหตุเดียว)มาจากตอนหนึ่งในเรื่องที่เผยให้เห็นเพศหญิงซึ่งตกเป็นเบี้ยล่าง ถูกใช้กำลังบังคับให้เป็นทาสในสังคมดิสโทเปียแห่งอนาคตที่ปกครอบด้วยระบอบเผด็จการ ก่อนอื่น ข้าพเจ้าขอกล่าวว่าหนังสือ The Handmaid’s Tale เล่มนี้นั้นถูกนำมาใช้สอนในห้องเรียนระดับไฮสคูลอย่างแพร่หลายในสหรัฐฯ หากลองค้นหาในอินเทอร์เน็ตดู จะพบว่ามันถูกนำไปบรรจุอยู่ในหลักสูตร AP Language and Literature ในเทกซัส แมสซาชูเซตส์ […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

Review : No one belongs here more than you.

ihatemirandajuly.tumblr.com เขียนไว้ว่า: I HATE MIRANDA JULY BECAUSE SHE IS RESPONSIBLE FOR EVERYTHING ELSE THAT I HATE. I hate her stupid twee-ass writing that doesn’t make any sense. *Twee คือ movement หนึ่ง คล้ายๆฮิปสเตอร์แต่ไม่ใช่ เป็นบางอย่างที่อธิบายได้ยาก  อ่านวิธีการเป็น Twee ได้ ที่นี่ หรืออ่านความพยายามในการจำกัดความคำว่า Twee ได้ ที่นี่  ข้ออ้างด้านบนที่ว่างานเขียนของ Miranda July เป็นงานเขียนที่ไม่เข้าทีนั้นอาจไม่จริง(ซะทีเดียว) เพราะถึงแม้เนื้อหา และวิธีการเขียนจะออกแนวพิลึกพิลั่น แต่เรื่องสั้นของ July ที่รวมอยู่ในหนังสือ No one belongs here more than you. เล่มนี้ก็แสดงให้เห็นว่า July มีความสามารถในการเป็นนักเขียนที่ดี เธอมีสายตาที่เฉียบแหลม เป็นคนช่างสังเกต เหตุการณ์ทั้งหลายแหล่ที่เธอนำมาเขียนถึงต่างเข้าขั้น […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page