Author: Khing Amatyakul

Jay Rubin เมื่อการแปลเป็นอัตวิสัย

แฟนมูราคามิในโลกภาษาอังกฤษอาจไม่คุ้นชิน เมื่อต้นฉบับแปล Colorless Tsukuru Tazaki and His Years of Pilgrimage ครั้งนี้ ไม่ได้แปลโดย เจย์ รูบิน อย่างเล่มที่แล้วๆ มาอีกต่อไป คงไม่ใช่เพียงแค่นักอ่านชาวไทยเท่านั้นที่ติดใจสำบัดสำนวนของนักแปลเฉพาะคนซึ่งบ้างก็ว่าไปไกลกว่าสำนวนมูราคามิแล้ว เพราะแม้แต่ในฉบับภาษาอังกฤษ Nikkitha Bakshani ผู้เขียนบทความสัมภาษณ์ใน The Rumpus ก็ตั้งข้อสังเกตในทำนองเดียวกันว่า แม้คนอื่นจะแปลได้ดีพอๆ กันกับรูบิน แต่แฟนมูราคามิในแดนตะวันตกต่างก็เชื่อมโยงกับงานของนักเขียนญี่ปุ่นนามอุโฆษท่านนี้ผ่านรูบินมาโดยตลอด

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

คุยกับ David Eagleman ผู้เขียน SUM

เดวิด อีเกิลแมน เป็นนักประสาทวิทยาศาสตร์ที่ใช้เวลายามค่ำคืนเขียนหนังสือ ตัวหนังสือของเขาจึงมีเสน่ห์ที่แตกต่างออกไปจากคนเขียนวรรณกรรม วิธีเล่าเรียบง่าย โดดเด่นที่แนวคิดในการวาดโครงสร้างของเรื่องเรื่องหนึ่งขึ้นมา ใช้เวลาอ่านไม่นานนัก แต่ใช้เวลาขบคิดอยู่ในหัวต่อจากนั้นไปอีกนาน

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

Hilary Mantel กับประวัติศาสตร์ในเรื่องแต่ง

ฮิลลารี แมนเทล คือผู้เขียนหนังสือชื่อ Wolf Hall แปลเป็นไทยในชื่อ ทอมัส ครอมเวลล์: อำมาตย์ผู้พลิกแผ่นดิน (สนพ. เอิร์นเนสต์) ซึ่งเป็นผลงานที่ทำให้เธอได้รับรางวัลแมนบุ๊คเกอร์ไพรซ์ในปี 2009 บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ เธอได้กล่าวถึงแนวคิดในการเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์ในแบบฉบับของเธอ

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

Parris-Lamb กับหน้าที่ผู้คัดเลือกหนังสือ

“เพียงแค่คุณเขียนอะไรออกมา ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การอ่าน น่าเศร้าใจที่บางคนลืมไปว่าเขาไม่สามารถเป็นนักเขียนที่ดีได้หากเขายังไม่ได้เป็นนักอ่านที่ดีเสียก่อน” นั่นคือคำพูดของ Chris Parris-Lamb เอเจนต์ (หรือตัวแทนขายงานให้นักเขียน) แห่งบริษัท The Gernert บริษัทเอเจนซี่หนังสือแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Guernica ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

ASEAN Literary Festival 2015

วันที่ 15-22 มีนาคม 2558 กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย กำลังจะจัดเทศกาลวรรณกรรมอาเซียนเป็นครั้งที่สองแล้ว! แนวคิดของงานตามที่แถลงไว้ในเว็บไซต์เทศกาลก็คือ มุ่งหมายให้กลุ่มประเทศในอาเซียนซึ่งถือว่ามีประวัติศาสตร์ร่วมกันและมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการปกครองระดับใกล้เคียงกัน ได้มาร่วมจัดงานวรรณกรรมให้สมกับที่จะเป็นประชาคมทางวัฒนธรรมอันเป็นหนึ่งเดียว 

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

Authorpreneurship: 4 ขั้นตอน จากนักเขียนสู่นักขาย

ดิ อีโคโนมิสต์ ได้เกริ่นแบบฟันธงไปเลยว่า การจะยืนหยัดในฐานะนักเขียนหนังสือทุกวันนี้ อาศัยเพียงแค่ไอเดียที่ปราดเปรื่องหรือลีลาร้อยแก้วไม่ได้อีกแล้ว แต่นักเขียนจะต้องกลายเป็นนักธุรกิจไปในตัว นั่นหมายความว่า เขาหรือเธอจะต้องวางยุทธศาสตร์เกี่ยวกับสร้างแบรนด์และการทำการตลาดให้กับทั้งชื่อตัวเองและหนังสือที่ขาย

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

รางวัลฉากเซ็กส์ยอดแย่ในงานวรรณกรรม

นิตยสาร Literary Review จัดอันดับเพื่อเฟ้นหาย่อหน้าสุดเห่ยเกี่ยวกับเซ็กส์ในเรื่องแต่ง ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 1993 โดย ออเบอรอน วอห์ มีจุดประสงค์เพื่อดึงความสนใจจากผู้คนให้มาดูตัวอย่างย่อหน้าในงานเขียนสมัยใหม่ ที่บรรยายฉากเซ็กส์ได้ดาดๆ และฟุ่มเฟือยถ้อยคำ หวังจะให้พวกเขาเลิกเขียนอะไรอย่างนั้นเสียที มาดูตัวอย่างบุคคลที่ถูกเสนอชื่อใน shortlist ขนาดนักเขียนระดับ ริชาร์ด ฟลานาแกน ผู้ชนะรางวัลแมน บุ๊กเกอร์ ไพรซ์ จากเรื่อง The Narrow Road to the Deep North ก็ยังปรากฏอยู่ในรายชื่อรางวัลนี้ เนื่องมาจากฉากเซ็กส์ในเรื่องของเขา ขณะที่คนทั้งสองกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกันก็ดันถูกขัดจังหวะด้วยการปรากฏตัวของสุนัขที่เพิ่งปลิดชีพนกเพนกวินนางฟ้าไปหมาดๆ “เขาจุมพิตที่ร่องสีกุหลาบเล็กๆ ของเธอที่ริมขอบกางเกงใน วนเวียนไปรอบๆ หน้าท้องคล้ายกับเส้นศูนย์สูตรที่โอบล้อมโลกเอาไว้ ในขณะที่ทั้งคู่หลงอยู่ในการโคจรรอบกันและกัน เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงหอนยาวนาน…” ย่อหน้านี้เป็นย่อหน้าที่ทำให้ชื่อของฟลานาแกนมาปรากฏอยู่ในรายชื่อ มันจบด้วย “โดริโกมองขึ้นมา สุนัขตัวใหญ่ยืนอยู่ที่สุดปลายยอดของสันทราย เหนือขึ้นไปจากหยดน้ำลายผสมเลือดคือปากของมันที่กำลังกัดและขย้ำนกเพนกวินนางฟ้า” แต่ฟลานาแกนก็สบายใจได้ เพราะนักเขียนชื่อดังอย่างฮารูกิ มูราคามิก็ยังมาร่วมขบวนกับเขาด้วย เพราะมี “ย่อหน้าที่บรรยายฉากเซ็กส์อย่างฟุ่มเฟือยถ้อยคำ และค่อนข้างจะดาดๆ” เช่นเดียวกัน มันมาจากนิยายขายดีของเขา Colorless Tsukuru Tazaki and His Years […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

10 เล่ม ของ 6 นักเขียน

หากอยู่ๆ นักข่าวสัมภาษณ์นักเขียนคนดัง ถามว่าเขาชอบหนังสือเล่มใดที่สุด เขาอาจจะอึกอัก ไม่ทันตั้งตัว เพราะคงมีเป็นร้อยเล่มที่ผ่านเข้ามาในใจให้รู้สึกลังเล แล้วจำต้องสุ่มเลือกมาสักเล่ม พร้อมบรรยายคำอธิบายเหมาะๆ สวยๆ ให้สมกับเป็นนักเขียน ทว่าหนังสือเล่มนั้นอาจกลายเป็นคำตอบที่เขาอยากกลับมาแก้ไขใหม่ แต่ถ้านักเขียนได้มีเวลาคิดไตร่ตรอง (ด้วยความสนุกสนาน) ว่าที่ผ่านๆ มา มีหนังสือใดบ้างที่เขาให้ความสำคัญและส่งอิทธิพลทางวรรณกรรมและการใช้ชีวิต นี่คงเป็นโอกาสทองที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หน้านิวส์ฟีดของเหล่านักเขียนและนักอ่าน มีการส่งต่อภารกิจคิดรายชื่อหนังสือ 10 เล่ม ซึ่งต่างคนต่างก็ตีความว่าเป็นหนังสือเล่มโปรด หนังสือใกล้มือ หรือหนังสือที่ทำให้เขาเป็นเขาเช่นทุกวันนี้ แล้วทำการ tag เพื่อนคนอื่นๆ ในเฟซบุ๊กต่อไปอย่างคึกคัก อาจมองว่าเป็นจดหมายลูกโซ่ของหนอนหนังสือ หรือพื้นที่อวดรสนิยมก็ได้ แต่สำหรับเรา กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้เหล่านักอ่านได้ทำความรู้จักกับผู้เขียนผ่านสิ่งที่พวกเขาเคยอ่าน  และให้ความสำคัญต่อหนังสือนั้นๆ มากพอที่จะมาใส่ลงในรายชื่อนี้ เราอาจจะคิดต่อยอดไปว่า ทำไมหนอ… คนเหล่านี้จึงมีฝีไม้ลายมือเป็นเอกลักษณ์ดังเช่นตัวเขาทุกวันนี้ กลายเป็นนักเขียนที่โดดเด่นจนมีนักอ่านอีกมากมายบรรจุหนังสือของพวกเขาลงไปในรายชื่อ 10 เล่มของตัวเอง   อุทิศ เหมะมูล The Silent Cry – Kenzaburo Oe Thousand Cranes- Yasunari Kawabata Disgrace […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

ความฝันของไอน์สไตน์ (Einstein’s Dreams)

นวนิยายเล่มบาง เปิดเรื่องด้วยบรรยากาศหงอยเหงายามเช้าของเสมียนหนุ่ม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขากำลังอยู่ในช่วงคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทฤษฎีอันโด่งดังที่ผลของมันสั่นไหวมาจนถึงโลกเราทุกวันนี้ เส้นเรื่องหลักคือเรื่องราวของไอน์สไตน์ที่อิงจากชีวประวัติแต่มีการเพิ่มสีสันแบบที่นวนิยายควรจะเป็น ระหว่างโครงสร้างหลักๆ นั้น แทรกคั่นไปด้วยบันทึก “ความฝัน” ของไอน์สไตน์หนุ่ม (ตัวละครในเรื่อง) คนที่จะประสบความสำเร็จจนชื่อเป็นอมตะ และวาทะของเขายังคงติดหูว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” จะฝันอะไรบ้างในยามค่ำคืน ไม่มีภาพรับรางวัลโนเบล หรือได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราวจากนักวิทยาศาสตร์ด้วยกัน ในแต่ละค่ำคืน สมองและจินตนาการของเขาใช้ไปกับการฝันเรื่อง “เวลา” แต่ละบทแบ่งออกคล้ายจะเป็นเรื่องสั้นย่อยๆ มาพร้อมกับการทดลองว่า หากเวลามีพฤติกรรมที่ต่างไปจากปกติสามัญ เรื่องราวการใช้ชีวิตของมนุษย์จะพิลึกพิลั่นไปแค่ไหน หากเวลาหมุนเป็นวงกลมอยู่เสมอ ทุกการกระทำจะเกิดซ้ำ คนยังจะเห็นความสำคัญของ ‘ครั้งแรก’ หรือ ‘ครั้งสุดท้าย’ กันอยู่ใหม่ หากใครคนหนึ่งทะลุมิติเวลามาอยู่ในอดีต และรู้ตัวว่าหากเขาทำให้อะไรเปลี่ยนไปเพียงนิด เรื่องราวในอนาคตจะไม่มีทางเหมือนเดิมเขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างไร จะเป็นไปได้ไหมที่จะมีสถานที่หนึ่ง ที่รวมเอาบ้านเรือนในศตวรรษต่างๆ มาอยู่ใน ‘พื้นที่’ เดียวกัน โดยผู้คนไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความประหลาด ถ้าเวลาไม่ได้เดินไปข้างหน้าแบบที่เราคุ้นเคย สิ่งที่เกิดก่อนไม่จำเป็นต้องเป็น ‘เหตุ’ และสิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่ ‘ผล’ แล้วต่อจากนั้น คนจะใส่ใจกับสิ่งที่เขากระทำหรือไม่ ว่ามันจะนำไปสู่อะไร ผู้คนจะปฏิบัติต่อกันอย่างไร เมื่อรู้ว่าอีกเพียงไม่นาน ‘เวลา’ ของพวกเขาจะหมดไป ไม่ใช่ด้วยความหิวโหย […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
Eric Fromm

จิตวิทยาของการเขียนหนังสือ

หากนักเขียนกำลังเขียน อย่าเรียกเขาไปกินข้าว ต่อให้เป็นคนมีสมาธิดีเยี่ยม แต่ก็คงอดหงุดหงิดไม่ได้เมื่อโดนขัดจังหวะ วินาทีเดียวที่คิดเรื่องอื่น อาจหมายถึงย่อหน้าทั้งย่อหน้าที่หายไป และต้องมาตั้งต้นกันใหม่ บางครั้งมีคำแนะนำที่แสนหวังดีพ่วงมา “ก็เซฟไว้สิ แล้วค่อยทำต่อ” ชวนให้คิดว่า สถานที่และเวลา สำคัญกับคนเขียนหนังสือเพียงใด คนเราเขียนหนังสือที่ไหนก็ได้จริงๆ หรือ? Maria Popova ได้เขียนถึงหนังสือ The Psychology of Writing (1994) เขียนโดยนักจิตวิทยา Roland T. Kellogg ที่ศึกษาว่า ตารางเวลาทำงาน พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมขณะเขียน มีผลต่อการใช้เวลาทำงานหรือไม่ ถึงนักเขียนจะรู้ทั้งรู้ (ด้วยประสบการณ์) ว่าสมาธินั้นสำคัญ แต่งานวิจัยนี้ก็สามารถใช้ยืนยันต่อคนอื่นๆ ว่า ไม่ใช่ความอ่อนด้อยหรอกนะที่ทำให้เราต้องเลือกสถานที่เฉพาะเอาไว้เขียน แต่เพราะมันจำเป็นต่อคุณภาพงานของเราจริงๆ 1. เสียง เสียงรอบข้าง (Background noise) หากมากเกินกว่า 95 เดซิเบลก็จะไปขัดขวางประสิทธิภาพการทำงานที่มีความซับซ้อน แต่ในทางตรงข้าม เสียงในระดับนี้ก็ดันมีประโยชน์กับงานที่น่าเบื่อหน่าย ทั้งนี้เพราะเสียงรบกวนจะเพิ่มระดับความตื่นตัวให้กับคนที่ง่วงหงอยอยู่กับงานที่มีลักษณะซ้ำๆ ซากๆ แน่นอน ในเมื่องานเขียนเป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง เสียงในระดับนี้กลับสร้างอุปสรรคเสียมากกว่า ยิ่งกับนักเขียนสมัยใหม่ที่มักเกิดภาวะวิตกกังวลอยู่บ่อยๆ […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page