Author: Khing Amatyakul

NYRB เจาะตลาดงานเขียนที่ถูกลืม

ปี 1882 อันโตน เชคอฟ เพิ่งเริ่มต้นวิชาชีพนักเขียนในวัย 22 ปี และยื่นต้นฉบับเรื่องสั้นมากมายให้กองเซนเซอร์ซึ่งสุดท้ายก็โดนปัดตก  เรื่องสั้นเหล่านี้ชื่อชุดว่า “The Prank” เรื่องเล่าเสียดสีที่ถูกเก็บเข้ากรุมานาน 130 ปี กระทั่งสำนักพิมพ์ New York Review of Books ตีพิมพ์ออกมาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

Jay Rubin เมื่อการแปลเป็นอัตวิสัย

แฟนมูราคามิในโลกภาษาอังกฤษอาจไม่คุ้นชิน เมื่อต้นฉบับแปล Colorless Tsukuru Tazaki and His Years of Pilgrimage ครั้งนี้ ไม่ได้แปลโดย เจย์ รูบิน อย่างเล่มที่แล้วๆ มาอีกต่อไป คงไม่ใช่เพียงแค่นักอ่านชาวไทยเท่านั้นที่ติดใจสำบัดสำนวนของนักแปลเฉพาะคนซึ่งบ้างก็ว่าไปไกลกว่าสำนวนมูราคามิแล้ว เพราะแม้แต่ในฉบับภาษาอังกฤษ Nikkitha Bakshani ผู้เขียนบทความสัมภาษณ์ใน The Rumpus ก็ตั้งข้อสังเกตในทำนองเดียวกันว่า แม้คนอื่นจะแปลได้ดีพอๆ กันกับรูบิน แต่แฟนมูราคามิในแดนตะวันตกต่างก็เชื่อมโยงกับงานของนักเขียนญี่ปุ่นนามอุโฆษท่านนี้ผ่านรูบินมาโดยตลอด

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

คุยกับ David Eagleman ผู้เขียน SUM

เดวิด อีเกิลแมน เป็นนักประสาทวิทยาศาสตร์ที่ใช้เวลายามค่ำคืนเขียนหนังสือ ตัวหนังสือของเขาจึงมีเสน่ห์ที่แตกต่างออกไปจากคนเขียนวรรณกรรม วิธีเล่าเรียบง่าย โดดเด่นที่แนวคิดในการวาดโครงสร้างของเรื่องเรื่องหนึ่งขึ้นมา ใช้เวลาอ่านไม่นานนัก แต่ใช้เวลาขบคิดอยู่ในหัวต่อจากนั้นไปอีกนาน

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

Hilary Mantel กับประวัติศาสตร์ในเรื่องแต่ง

ฮิลลารี แมนเทล คือผู้เขียนหนังสือชื่อ Wolf Hall แปลเป็นไทยในชื่อ ทอมัส ครอมเวลล์: อำมาตย์ผู้พลิกแผ่นดิน (สนพ. เอิร์นเนสต์) ซึ่งเป็นผลงานที่ทำให้เธอได้รับรางวัลแมนบุ๊คเกอร์ไพรซ์ในปี 2009 บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ เธอได้กล่าวถึงแนวคิดในการเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์ในแบบฉบับของเธอ

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

Parris-Lamb กับหน้าที่ผู้คัดเลือกหนังสือ

“เพียงแค่คุณเขียนอะไรออกมา ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การอ่าน น่าเศร้าใจที่บางคนลืมไปว่าเขาไม่สามารถเป็นนักเขียนที่ดีได้หากเขายังไม่ได้เป็นนักอ่านที่ดีเสียก่อน” นั่นคือคำพูดของ Chris Parris-Lamb เอเจนต์ (หรือตัวแทนขายงานให้นักเขียน) แห่งบริษัท The Gernert บริษัทเอเจนซี่หนังสือแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Guernica ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

ASEAN Literary Festival 2015

วันที่ 15-22 มีนาคม 2558 กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย กำลังจะจัดเทศกาลวรรณกรรมอาเซียนเป็นครั้งที่สองแล้ว! แนวคิดของงานตามที่แถลงไว้ในเว็บไซต์เทศกาลก็คือ มุ่งหมายให้กลุ่มประเทศในอาเซียนซึ่งถือว่ามีประวัติศาสตร์ร่วมกันและมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการปกครองระดับใกล้เคียงกัน ได้มาร่วมจัดงานวรรณกรรมให้สมกับที่จะเป็นประชาคมทางวัฒนธรรมอันเป็นหนึ่งเดียว 

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

Authorpreneurship: 4 ขั้นตอน จากนักเขียนสู่นักขาย

ดิ อีโคโนมิสต์ ได้เกริ่นแบบฟันธงไปเลยว่า การจะยืนหยัดในฐานะนักเขียนหนังสือทุกวันนี้ อาศัยเพียงแค่ไอเดียที่ปราดเปรื่องหรือลีลาร้อยแก้วไม่ได้อีกแล้ว แต่นักเขียนจะต้องกลายเป็นนักธุรกิจไปในตัว นั่นหมายความว่า เขาหรือเธอจะต้องวางยุทธศาสตร์เกี่ยวกับสร้างแบรนด์และการทำการตลาดให้กับทั้งชื่อตัวเองและหนังสือที่ขาย

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

รางวัลฉากเซ็กส์ยอดแย่ในงานวรรณกรรม

นิตยสาร Literary Review จัดอันดับเพื่อเฟ้นหาย่อหน้าสุดเห่ยเกี่ยวกับเซ็กส์ในเรื่องแต่ง ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 1993 โดย ออเบอรอน วอห์ มีจุดประสงค์เพื่อดึงความสนใจจากผู้คนให้มาดูตัวอย่างย่อหน้าในงานเขียนสมัยใหม่ ที่บรรยายฉากเซ็กส์ได้ดาดๆ และฟุ่มเฟือยถ้อยคำ หวังจะให้พวกเขาเลิกเขียนอะไรอย่างนั้นเสียที มาดูตัวอย่างบุคคลที่ถูกเสนอชื่อใน shortlist ขนาดนักเขียนระดับ ริชาร์ด ฟลานาแกน ผู้ชนะรางวัลแมน บุ๊กเกอร์ ไพรซ์ จากเรื่อง The Narrow Road to the Deep North ก็ยังปรากฏอยู่ในรายชื่อรางวัลนี้ เนื่องมาจากฉากเซ็กส์ในเรื่องของเขา ขณะที่คนทั้งสองกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกันก็ดันถูกขัดจังหวะด้วยการปรากฏตัวของสุนัขที่เพิ่งปลิดชีพนกเพนกวินนางฟ้าไปหมาดๆ “เขาจุมพิตที่ร่องสีกุหลาบเล็กๆ ของเธอที่ริมขอบกางเกงใน วนเวียนไปรอบๆ หน้าท้องคล้ายกับเส้นศูนย์สูตรที่โอบล้อมโลกเอาไว้ ในขณะที่ทั้งคู่หลงอยู่ในการโคจรรอบกันและกัน เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงหอนยาวนาน…” ย่อหน้านี้เป็นย่อหน้าที่ทำให้ชื่อของฟลานาแกนมาปรากฏอยู่ในรายชื่อ มันจบด้วย “โดริโกมองขึ้นมา สุนัขตัวใหญ่ยืนอยู่ที่สุดปลายยอดของสันทราย เหนือขึ้นไปจากหยดน้ำลายผสมเลือดคือปากของมันที่กำลังกัดและขย้ำนกเพนกวินนางฟ้า” แต่ฟลานาแกนก็สบายใจได้ เพราะนักเขียนชื่อดังอย่างฮารูกิ มูราคามิก็ยังมาร่วมขบวนกับเขาด้วย เพราะมี “ย่อหน้าที่บรรยายฉากเซ็กส์อย่างฟุ่มเฟือยถ้อยคำ และค่อนข้างจะดาดๆ” เช่นเดียวกัน มันมาจากนิยายขายดีของเขา Colorless Tsukuru Tazaki and His Years […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

10 เล่ม ของ 6 นักเขียน

หากอยู่ๆ นักข่าวสัมภาษณ์นักเขียนคนดัง ถามว่าเขาชอบหนังสือเล่มใดที่สุด เขาอาจจะอึกอัก ไม่ทันตั้งตัว เพราะคงมีเป็นร้อยเล่มที่ผ่านเข้ามาในใจให้รู้สึกลังเล แล้วจำต้องสุ่มเลือกมาสักเล่ม พร้อมบรรยายคำอธิบายเหมาะๆ สวยๆ ให้สมกับเป็นนักเขียน ทว่าหนังสือเล่มนั้นอาจกลายเป็นคำตอบที่เขาอยากกลับมาแก้ไขใหม่ แต่ถ้านักเขียนได้มีเวลาคิดไตร่ตรอง (ด้วยความสนุกสนาน) ว่าที่ผ่านๆ มา มีหนังสือใดบ้างที่เขาให้ความสำคัญและส่งอิทธิพลทางวรรณกรรมและการใช้ชีวิต นี่คงเป็นโอกาสทองที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หน้านิวส์ฟีดของเหล่านักเขียนและนักอ่าน มีการส่งต่อภารกิจคิดรายชื่อหนังสือ 10 เล่ม ซึ่งต่างคนต่างก็ตีความว่าเป็นหนังสือเล่มโปรด หนังสือใกล้มือ หรือหนังสือที่ทำให้เขาเป็นเขาเช่นทุกวันนี้ แล้วทำการ tag เพื่อนคนอื่นๆ ในเฟซบุ๊กต่อไปอย่างคึกคัก อาจมองว่าเป็นจดหมายลูกโซ่ของหนอนหนังสือ หรือพื้นที่อวดรสนิยมก็ได้ แต่สำหรับเรา กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้เหล่านักอ่านได้ทำความรู้จักกับผู้เขียนผ่านสิ่งที่พวกเขาเคยอ่าน  และให้ความสำคัญต่อหนังสือนั้นๆ มากพอที่จะมาใส่ลงในรายชื่อนี้ เราอาจจะคิดต่อยอดไปว่า ทำไมหนอ… คนเหล่านี้จึงมีฝีไม้ลายมือเป็นเอกลักษณ์ดังเช่นตัวเขาทุกวันนี้ กลายเป็นนักเขียนที่โดดเด่นจนมีนักอ่านอีกมากมายบรรจุหนังสือของพวกเขาลงไปในรายชื่อ 10 เล่มของตัวเอง   อุทิศ เหมะมูล The Silent Cry – Kenzaburo Oe Thousand Cranes- Yasunari Kawabata Disgrace […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

ความฝันของไอน์สไตน์ (Einstein’s Dreams)

นวนิยายเล่มบาง เปิดเรื่องด้วยบรรยากาศหงอยเหงายามเช้าของเสมียนหนุ่ม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขากำลังอยู่ในช่วงคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทฤษฎีอันโด่งดังที่ผลของมันสั่นไหวมาจนถึงโลกเราทุกวันนี้ เส้นเรื่องหลักคือเรื่องราวของไอน์สไตน์ที่อิงจากชีวประวัติแต่มีการเพิ่มสีสันแบบที่นวนิยายควรจะเป็น ระหว่างโครงสร้างหลักๆ นั้น แทรกคั่นไปด้วยบันทึก “ความฝัน” ของไอน์สไตน์หนุ่ม (ตัวละครในเรื่อง) คนที่จะประสบความสำเร็จจนชื่อเป็นอมตะ และวาทะของเขายังคงติดหูว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” จะฝันอะไรบ้างในยามค่ำคืน ไม่มีภาพรับรางวัลโนเบล หรือได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราวจากนักวิทยาศาสตร์ด้วยกัน ในแต่ละค่ำคืน สมองและจินตนาการของเขาใช้ไปกับการฝันเรื่อง “เวลา” แต่ละบทแบ่งออกคล้ายจะเป็นเรื่องสั้นย่อยๆ มาพร้อมกับการทดลองว่า หากเวลามีพฤติกรรมที่ต่างไปจากปกติสามัญ เรื่องราวการใช้ชีวิตของมนุษย์จะพิลึกพิลั่นไปแค่ไหน หากเวลาหมุนเป็นวงกลมอยู่เสมอ ทุกการกระทำจะเกิดซ้ำ คนยังจะเห็นความสำคัญของ ‘ครั้งแรก’ หรือ ‘ครั้งสุดท้าย’ กันอยู่ใหม่ หากใครคนหนึ่งทะลุมิติเวลามาอยู่ในอดีต และรู้ตัวว่าหากเขาทำให้อะไรเปลี่ยนไปเพียงนิด เรื่องราวในอนาคตจะไม่มีทางเหมือนเดิมเขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างไร จะเป็นไปได้ไหมที่จะมีสถานที่หนึ่ง ที่รวมเอาบ้านเรือนในศตวรรษต่างๆ มาอยู่ใน ‘พื้นที่’ เดียวกัน โดยผู้คนไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความประหลาด ถ้าเวลาไม่ได้เดินไปข้างหน้าแบบที่เราคุ้นเคย สิ่งที่เกิดก่อนไม่จำเป็นต้องเป็น ‘เหตุ’ และสิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่ ‘ผล’ แล้วต่อจากนั้น คนจะใส่ใจกับสิ่งที่เขากระทำหรือไม่ ว่ามันจะนำไปสู่อะไร ผู้คนจะปฏิบัติต่อกันอย่างไร เมื่อรู้ว่าอีกเพียงไม่นาน ‘เวลา’ ของพวกเขาจะหมดไป ไม่ใช่ด้วยความหิวโหย […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page