Author: Puttipong Oungkanungveth

ความฝันของคนวิกลจริต: บทสนทนาจากเหลาจื่อถึงดอสโตเยฟสกี

หากว่ากันตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พอจะมีให้สืบค้นอยู่บ้าง ปราชญ์ชาวจีนโบราณอย่างเหลาจื่อ และ หนึ่งในเสาหลักแห่งวรรณกรรมรัสเซียอย่าง ฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี ไม่น่าจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ยังมิต้องเอ่ยถึงข้อจำกัดทางภาษาที่กั้นกลางอยู่ระหว่างผลงานของคนทั้งสอง และทำให้การบรรจบทางความคิดครั้งสำคัญนี้ดูจะเป็นไปไม่ได้ กระนั้นก็ตาม แก่นของเรื่อง ความฝันของคนวิกลจริต[1] หรือ The Dream of a Ridiculous Man เรื่องสั้นขนาดยาวชิ้นสุดท้ายของดอสโตเยฟสกี กลับดูเหมือนได้รับอิทธิพลอย่างมีนัยยะสำคัญ จากแนวคิดในลัทธิเต๋าของเหลาจื่อ ความฝันของคนวิกลจริต เป็นการเล่าเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่รู้สึกตัดขาดจากโลกียวิสัย เขารู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารเพียงพอที่จะสามารถให้คุณค่าแก่การดำรงอยู่ของตัวเอง นั่นทำให้เขาครุ่นคิดถึงการฆ่าตัวตายอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งในค่ำคืนของวันที่ 13 พฤศจิกายน ขณะกำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่นั้นเอง เด็กสาวคนหนึ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือจากเขา แต่เขากลับผลักไส และปฏิเสธคำขอร้องของเธออย่างไม่ไยดี เพียงเพราะรู้ดีว่า การขจัดความอาวรณ์ทั้งมวลเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้เพื่อจะจากโลกนี้ไปอย่างสงบ แต่แล้วเมื่อกลับมาถึงถึงห้องพัก ภายใต้บรรยากาศอึมครึมและกระบอกปืนที่วางอยู่เบื้องหน้า เขากลับต้องนั่งไตร่ตรองเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาอีกครั้ง กระทั่งเผลอหลับ และเข้าสู่โลกแห่งความฝันแปลกประหลาดที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการวิพากษ์คุณค่าของความเป็นมนุษย์หลากหลายมิติ น่าสนใจว่า หากตีความสรรพนาม “ผม” ที่ปรากฏในเรื่องนี้ คำว่า “ผม” สามารถเป็นตัวแทนของทั้งดอสโตเยฟสกีเอง และในขณะเดียวกันก็มีความหมายรวมถึงมนุษย์โดยทั่วไปด้วย “ยิ่งวันเวลาผ่านไปในแต่ละปี ผมยิ่งรู้สึกโง่ลง… โง่ลงในทุกๆ เรื่อง ผู้คนรอบข้างมักหัวเราะผมอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีใครสักคนเดียวในบรรดาผู้คนเหล่านั้นที่จะล่วงรู้หรือเฉลียวใจว่า ผมนี่แหละรู้ดีที่สุด […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page