Interviews
Leave a comment

จับเข่าคุยกับ ‘โจเซฟ อี’ เอเจนต์วรรณกรรมผู้พา The Vegetarian สู่เวทีโลก

ตั้งแต่ปี 1995 โจเซฟ อี (Joseph Lee) บัณฑิตเอกวรรณคดีอังกฤษ มหาวิทยาลัยฮันกุก (Hankuk University of Foreign Studies) ก็เปิดกิจการเอเจนซีวรรณกรรมชื่อ KL Management โดยใช้ชื่อในการติดต่อต่างประเทศว่า ‘โจเซฟ’ ตามชื่อนักเขียนคนโปรดของเขาอย่าง โจเซฟ คอนราด

“เขาคือนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ กับ… อืม… งานที่ยิ่งใหญ่” คุณอีพูดอย่างเชื่องช้า ประหยัดถ้อยคำ เราถึงกับต้องเว้นจังหวะให้แต่ละคำตอบอยู่สักพัก กว่าที่เขาจะขัดเกลาถ้อยคำในหัวแล้วเปล่งออกมาเป็นคำพูด

“งานเขียนของคอนราดสะท้อนแก่นสำคัญของความเป็นมนุษย์ ทั้งที่แสดงออกมาภายนอกและที่อยู่ด้านใน แสดงให้เห็นความปรารถนาและความรุนแรงที่มนุษย์มี”

เขาจิบกาแฟ ในสตาร์บัคส์ แถวอ่อนนุช ยิ้มน้อยๆ กึ่งเคอะเขินเมื่อต้องพูดถึงนักเขียนคนโปรด เราชื่นชมว่าคนคนนี้ไม่ใช่เพียงผู้ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับหนังสือ แต่คือนักอ่านตัวยง

อาชีพ ‘เอเจนต์ทางวรรณกรรม’ หรือ literary agent เป็นอาชีพที่คนวงการหนังสือในโลกตะวันตกรู้จักกันดี อาชีพนี้คือตัวกลางระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ คอยดูแลผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ร่างสัญญาอนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายวรรณกรรม หรือบางครั้งก็ขยับมาเป็นผู้เฟ้นหางานเขียนจากนักเขียนหน้าใหม่ฝีมือดีไปเสนอสำนักพิมพ์

“สมัยนั้นยังไม่ค่อยมีเอเจนต์มากนัก” คุณอีกล่าวถึงแวดวงสิ่งพิมพ์เกาหลีใต้ขณะเขาเปิดกิจการ “เทียบกับตอนนี้มีเยอะแยะแล้วล่ะ”

ในสมัยเริ่มต้น คุณอีเน้นไปที่การนำเข้านักเขียนต่างประเทศเข้ามาให้สำนักพิมพ์ในเกาหลีใต้ได้รู้จัก

“อลิส มุนโร, ดอริส เลสซิง, โฮเซ่ ซารามาโก” เขายกตัวอย่างนักเขียนในดวงใจที่ตัวเขาเพิ่งได้รู้จักก็ตอนเรียนที่มหาวิทยาลัย และนำเข้าไปให้ชาวเกาหลีใต้ได้รู้จัก

อ่านการตลาด แล้วพกวรรณกรรมเกาหลีใต้ไปอวดโลก

ปี 2018 คุณอีเดินทางไปทั่วโลก ทั้งงานมหกรรมหนังสือในประเทศต่างๆ อย่างแฟรงก์เฟิร์ต บุ๊ก เฟสติวัล ไต้หวันบุ๊กเฟสติวัล ฯลฯ รวมทั้งตระเวณไปทักทายสำนักพิมพ์ อย่างรอบนี้ก็คือสำนักพิมพ์ในเวียดนามและไทย หนังสือที่เขานำไปเสนอในประเทศแถบนี้ ยังรวมทั้งงานของศิลปินชื่อดังอย่าง Tablo ที่เพิ่งตีพิมพ์รวมเรื่องสั้น Pieces of You เป็นภาษาไทยไปเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว

นี่เป็นปีแห่งการขาย ‘งานวรรณกรรมเกาหลีใต้’ ให้ต่างประเทศได้ชื่นชมบ้าง

หนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญของเขา คงจะเป็นการปิดดีลขายวรรณกรรมเรื่อง The Vegetarian ของ Han Kang ให้สำนักพิมพ์ในอังกฤษนำไปตีพิมพ์ หลังจากใช้เวลาเสนอหนังสือเล่มเดียวนี้ไปตามที่ต่างๆ ถึง 7 ปี

“7 ปีเลยนะ” เขาย้ำตัวเลขนี้อยู่หลายรอบในบทสนทนา แต่มันไม่ใช่ตัวเลขแห่งความเจ็บปวด ทว่าคือสีหน้าภูมิใจในตัวเอง

“ถ้าเป็นเอเจนต์คนอื่น ผมว่ายอมแพ้ไปกันหมดแล้ว นานขนาดนั้น ใช่ไหม?”

สำนักพิมพ์ที่ยกหูมาขอลิขสิทธิ์คือ Granta เจ้าของเดียวกับ Granta Magazine วารสารวรรณกรรมชื่อดัง มีนักแปลคือ เดบอราห์ สมิธ และผลักให้ The Vegetarian ได้รางวัล Man Booker International Prize ปี 2016 เป็นที่ฮือฮาในวงการวรรณกรรมเกาหลีใต้ หลังจากที่ Please Look After Mom ของ Kim Young-ha ก็เคยได้รางวัล Man Asian Literary Prize ในปี 2011 ผ่านฝีมือของคุณอีเช่นเดียวกัน

7 ปี หากเขาใช้เวลาไปนานขนาดนั้น แล้วจะอยู่รอดในฐานะเอเจนต์ได้อย่างไร

คุณอีบอกง่ายๆ ว่าหากซ้ายมือเขาคือหนังสือที่มีคุณค่าทางวรรณกรรม มือขวาของเขาก็ต้องจัดการหนังสือที่มีมูลค่าสำหรับตลาดให้ได้

“คุณต้องลงทุนเวลา” คุณอีบอก “ผมรักหนังสือที่ผมเลือก อย่าง Han Kang ผมอ่านแล้วรู้เลยว่าเธอมีน้ำเสียงที่ไม่เหมือนใคร (unique voice) ผมจึงอยากให้คนอื่นได้อ่าน”

แต่เขาไม่ได้จัดการทุกอย่างโดยไร้หลักการ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่ถูกจัดให้อยู่ในฟากวรรณกรรม หรือหนังสือตลาด เขาก็ตะลุยอ่านหลายๆ เล่ม แล้วเปรียบเทียบว่า หนังสือที่ได้รับความนิยมแต่ละประเทศเป็นแบบไหน และ ‘เพราะอะไร’ มันถึงได้รับความนิยมในประเทศนั้น

“ผมไม่ได้อ่านแต่หนังสือ เพราะพออ่านจบทั้งเล่มแล้ว ผมพิมพ์บทความรีวิวที่เกี่ยวข้องออกมาทั้งหมด เพื่อหาเหตุผลว่าทำไมหนังสือเล่มนั้นถึงได้รับการชื่นชมในประเทศนั้นๆ หรือดีพอสำหรับรางวัลนั้น” คุณอีทำมือซ้อนเป็นชั้นๆ “หรือว่าทำไมมันอยู่ในระดับนี้ ระดับนี้ หรือระดับนี้” มือของเขาที่ลดระดับไปล่างสุด ทำให้เราสะท้อนใจ

เมื่อทำแบบนี้กับหนังสือทั่วโลกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกาใต้ อัลเบเนีย จีน ฮังการี (เขาพูดต่ออีกยาวเหยียด) เมื่อกลับมาอ่านงานเขียนใหม่ๆ ในเกาหลี เขาก็รู้ทันทีว่าจะนำเล่มนั้นไปเสนอได้ในตลาดใด แต่แน่นอนว่าต้องใช้เซนส์เคาะลงไปว่ามันมีทั้ง ‘คุณค่าทางวรรณกรรม’ และ ‘ศักยภาพที่จะขายได้’

“มันต้องทั้งดีและเข้าถึงได้” เขากล่าว

“และที่ผมอยู่รอดได้ คงเพราะผมเชื่อใจตัวเอง เชื่อในความสามารถของตัวเองว่าจะนำหนังสือเล่มนั้นไปขายได้” คุณอีหยุดคิด “แม้จะใช้เวลาเป็น 7 ปีก็เถอะ”

ถึงเขาจะพูดน้อยและดูขี้อาย แต่ความมั่นใจนั่นพุ่งมาทะลุเรา “เชื่อไหมว่า แค่ผมอ่านหนังสือสักเล่ม ผมจะรู้เลยว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่ได้โนเบล เช่น งานของ โม่เหยียน อลิส มุนโร หรือออร์ฮาน ปามุก”

อ่านดูแล้วก็อาจจะนึกว่าเขาเป็นคนขี้โม้ได้ง่ายๆ แต่น้ำเสียงนิ่งๆ เนิบช้าของเขามันทำให้เราไม่รู้สึกหมั่นไส้

สนับสนุนการแปลวรรณกรรม : การลงทุนทางวัฒนธรรมของประเทศ

แม้จะยุ่งกับการเดินสายแนะนำหนังสือ แต่เขาบอกว่าในฐานะเอเจนต์ อย่างไรก็ต้องแบ่งเวลาไว้อ่านหนังสือ

“จะมีสักกี่คนที่เวลาว่างเขาก็จะยังหยิบหนังสือมาอ่านๆๆ หายากนะ” เขาบอกว่า เขาต้องอ่าน เพื่อจะค้นพบ และจุดสนใจของเขาตอนนี้คือนักเขียนหน้าใหม่ๆ  

เขาแสดงความเห็นในฐานะของคนที่อยู่กับงานเขียนไทยมาสักพักว่า เคยมีเหมือนกันที่ลองเอางานของนักเขียนไทยชื่อดังที่แปลเป็นภาษาอังกฤษไปเสนอกับสำนักพิมพ์ต่างประเทศ แต่คำตอบปฏิเสธที่กลับมาคือ

“แปลมาไม่ดีเลย”

คำตอบนั้นทำเราต้องพยักหน้าช้าๆ อย่างใจหาย

“สำคัญมากนะครับสำหรับนักเขียนไทย ที่จะต้องมีเอเจนต์ หรือผู้จัดการลิขสิทธิ์ เพราะพวกเขาจะดูแลให้ตั้งแต่ การเลือกเฟ้น การอ่าน การเตรียมต้นฉบับ อย่างการนำไปให้นักแปลจัดการ และการเข้าไปเสนอขายให้กับสำนักพิมพ์ และอีกส่วนคือมุมมองการตลาดและการขายด้วย”

คำถามที่ผุดขึ้นมาทันทีก็คือ งานวรรณกรรมไทยไปได้ไม่เกินขอบเขตแผนที่ประเทศ เพราะการจะจ้างนักแปลมืออาชีพนั้นเป็นการลงทุนที่ไม่มีใครกล้าเป็นเจ้าภาพหรือเปล่า ทั้งนักเขียน สำนักพิมพ์ หรือเอเจนต์ โดยเฉพาะการแปลไปเป็นภาษาที่ 3 ที่ทั้งหาคนยากและค่าจ้างสูง เมื่อกลับมามองผลกำไรที่ได้จากการขายหนังสือที่ไม่มากไม่มาย แล้วอาจจะท้อใจไปก่อน

“กระทั่งเอเจนต์เกาหลีใต้ เราอาจจะทำงานยากกว่าเอเจนต์ของอังกฤษหรืออเมริกา ที่เขาเตรียมเพียงแค่บทย่อ หรือ synopsis ก็พอแล้ว เพราะใครๆ ก็รู้ภาษาอังกฤษ และนักเขียนบ้านเขาก็มักจะมีชื่อเสียงไปทั่วโลก แต่ของเรา Tablo อาจจะมีชื่อเสียงที่นี่ก็จริง แต่จะนำงานของเขาไปเสนออีกที่ เราก็ยังต้องตระเตรียมต้นฉบับให้ดีๆ”

คุณอีบอกว่า สำหรับเกาหลีใต้ รัฐได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาเฉพาะ ได้แก่ KPIPA (Publication Industry Promotion Agency of Korea) และ LTI Korea (The Literature Translation Institute of Korea) เป็นผู้ออกทุนให้กับโครงการแปลหนังสือเกาหลีใต้ไปเป็นภาษาต่างประเทศ โดยหน่วยงานแรกจะเน้นไปที่งาน non-fiction ขณะที่หน่วยงานหลังเน้นหนักไปทางวรรณกรรม

“แต่งานนั้นต้องได้รับการคัดเลือกนะครับ และแรกเริ่มจะเป็นการแปลเพียงสั้นๆ หากเราเห็นแล้วว่าโอเค ก็ให้นักแปลคนเดิมคนนั้น แปลเพิ่มมาสัก 15 หน้า เอาไปเสนอให้กับเอเจนซีหรือสำนักพิมพ์ในต่างประเทศ ถ้าสุดท้ายขายได้ สำนักพิมพ์ก็อาจจะดีลต่อกับนักแปลเองเลย”  

The Vegetarian ก็ผ่านเส้นทางนี้มาก่อน

ในเมื่อวรรณกรรมมันขายยากกว่า ทำไมเขาถึงยังต้องผลักดันมันออกไปขนาดนั้น หรือทำไมประเทศจะต้องแบ่งงบประมาณเข้าไปสนับสนุน

“คนเรายังต้องอ่านวรรณกรรม เพราะวรรณกรรมทำให้เราเข้าใจสังคมของประเทศนั้นๆ เคยมีนักข่าวต่างประเทศมาถามผมว่า หากอยากเข้าใจวัฒนธรรมและสังคมเกาหลีใต้ เขาควรอ่านเล่มไหน ซึ่งผมก็แนะนำวรรณกรรมไป มันก็เหมือนกับที่ผมเคยได้ทำความเข้าใจสังคมตุรกี ทั้งในด้านความเชื่อ วัฒนธรรม และอุปนิสัยของผู้คน ผ่านงานเขียนของออร์ฮาน ปามุก

“มันคือการลงทุนทางวัฒนธรรมและคุณค่าของประเทศน่ะครับ”

ภาพ: The Korea Times

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
Filed under: Interviews

by

Khing Amatyakul

ณัฐกานต์ อมาตยกุล ชอบอ่านหนังสือและบทวิเคราะห์วรรณกรรม จนอยากจะทำหนังสือเอง ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการและนักแปล สำนักพิมพ์ไจไจบุ๊คส์ และบรรณาธิการโซเชียลมีเดียประจำเว็บไซต์ The Momentum twitter : @khingamat

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *