Features
comment 1

Revenge การกลับมาทวงคืนพื้นที่ของโอกาวะ

คุณมีความแค้นอยู่ในใจใช่ไหม แล้วความแค้นเกิดจากอะไร? เป็นเพราะเรามีเรื่องอัดอั้นที่แสดงออกในทันที (หรืออาจจะตลอดกาล) ไม่ได้อย่างนั้นหรือ

หากความแค้นได้รับการถ่ายทอดให้ออกมาเป็นเรื่องราวที่งดงามและขนลุกขนพองไปในเวลาเดียวกัน กลิ่นของความแค้นนั้นจะเป็นอย่างไร หอมหวานเกินไปเหมือนกลิ่นผลไม้ที่เริ่มเน่าเสียหรือเปล่า

ชุดผลงานเรื่องสั้นของโยโกะ โอกาวะ นักเขียนร่วมสมัยซึ่งกวาดหลายรางวัลจากญี่ปุ่น ได้ปรากฏบนชั้นหนังสือไทยอีกครั้ง หลังจากการฝากผลงาน ดอกเตอร์กับรูท และสูตรรักของเขา โดยสำนักพิมพ์ JBook ราวปี 2004 คราวนี้เธอกลับมาในสีชมพูโศก ในนามสำนักพิมพ์ไจไจบุ๊คส์

เมื่ออ่านอธิบายที่ปกหลังของหนังสือ Revenge พร้อมไทโปกราฟีเรียบง่ายสวยงาม เราจะพบคำอธิบายว่าเรื่องสั้นชุดนี้คืองานเขียนประเภท short story cycle ซึ่งหมายถึงชุดเรื่องสั้นที่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นวงวน

แม้การเชื่อมต่อเรื่องราวในเรื่องเล่าที่แยกเป็นเอกเทศหลายๆ ชิ้น จะเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไปในวรรณกรรมอเมริกันร่วมสมัยมาหลายปี แต่ในแวดวงวรรณกรรมญี่ปุ่นนั้นได้ใส่ใจให้น้ำหนักกับการประกอบโครงสร้างเรื่องราวในภาพใหญ่จากชิ้นส่วนเล็กๆ มาตั้งแต่ Sei Shonagon เขียน The Pillow Book ในศตวรรษที่ 11 แล้ว ในญี่ปุ่นยังมีบทกวีประเภทที่เรียกว่า Renga ซึ่งเป็นกวีที่เชื่อมโยงต่อกัน ทำให้กลายเป็นภาพลักษณ์และธีม ซึ่งมากกว่าการเป็นแค่เรื่องเล่า ผลก็คือภาพแบบคาไลโดสโคป เต็มไปด้วยมุมที่หักบิดและการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึง

การเชื่อมต่อกันระหว่างเรื่องต่างๆ ใน Revenge อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของหนังสือเล่มนี้ เรื่องทั้งหมดมีขนาดสั้นและมักจบแบบไม่เฉลยอะไร จุดสำคัญจึงอยู่ที่การเลื่อนไหลไปของตัวละครและภาพในเรื่องหนึ่ง ไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง เกิดเป็นการเคลื่อนไหวที่งดงาม มีแบบแผนที่ซับซ้อนละเอียดลออ

revenge_p4

ภาพถ่าย/ดีไซน์ : มานิตา ส่งเสริม

น้ำเสียงเรียบเฉย การเล่าเรื่องที่มีลักษณะเรียบง่ายมิติเดียว ทำให้งานของโอกาวะดูสะอาดสะอ้าน เน้นย้ำความน่าเชื่อถือของผู้เล่า แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่แปลกประหลาดหรือเซอร์เรียล รวมทั้งประสบการณ์ที่ท้าทายประสาทสัมผัสและสัญชาตญาณการระวังภัยของเรา ผลลัพธ์ที่ออกมาคือความระแวงระไวอันล้ำลึกแผ่ขยายไปในเรื่องเล่าแสนธรรมดาเหล่านั้น

โอกาวะเคยให้สัมภาษณ์ว่า “งานของฉันมักจะมีธีมเกี่ยวกับ ความล้นเกินอันบกพร่อง สิ่งที่ควรมีอยู่กลับขาดหาย ขณะที่ส่วนเกินซึ่งเข้ามาในภาพนั้นก็ทำให้ล้น เมื่อพิจารณาดูงานของตัวเองที่ผ่านมา ฉันอธิบายลักษณะนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่อาจพูดได้ว่าจงใจ มันก็แค่เกิดขึ้นมาอย่างนั้นเอง”

เว็บไซต์ Words Without Borders กล่าวไว้ว่า เมื่อพูดถึงชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ Revenge ที่ตั้งโดย Snyder ผู้แปล แม้ไม่ใช่ชื่อตรงตัวจากญี่ปุ่น (ซึ่งมีความหมายว่า เรือนร่างที่เงียบงัน และการสวดส่งศพอันลามกจกเปรต) แต่คำซึ่งมาพร้อมภาพลักษณ์ของเงามืดนี้มีนัยยะถึงความหมกมุ่นและจุดเริ่มต้นสู่ความรุนแรง และสื่ออารมณ์หลักของผลงานชุดนี้ได้ดี

Papercuts ชวนคุณมาอ่านบทสัมภาษณ์โยโกะ โอกาวะ แม่อีกคนของวงการวรรณกรรมญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้เราอ่านเนื้อเรื่องไปแล้วพึมพำในใจว่า

แม่ก็คือแม่…

(สัมภาษณ์โดย เดบอราห์ เทรสเมน เดอะนิวยอร์กเกอร์)

เรื่องสั้น “Pregnancy Diary” ที่วารสาร The Newyorker ได้ตีพิมพ์นั่นเกี่ยวกับหญิงสาวที่ลังเลใจเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของพี่สาว และมีความพยายามที่จะทำลายเด็กในท้องด้วยเกรปฟรุต คุณได้ไอเดียนี้มาจากไหน

สังคมญี่ปุ่นปัจจุบันดูเหมือนปลอดภัยและสะดวกสบาย แต่ฉันอยากเขียนถึงความรุนแรงที่ไร้รูปร่างและอันตรายที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นผิว ฉันใช้สัญลักษณ์อย่างสารเคมีทางเกษตรกรรมในเกรปฟรุต ฉันอาจใช้ผลไม้อะไรก็ได้ แต่เกรปฟรุตนั้นมีภาพพจน์ของความรื่นเริง สดใส ซึ่งความ irony จะเพิ่มความเข้มข้นของสัญลักษณ์นั้น

ในงานของคุณ มักมีตัวละครเด็กๆ ออกมาบ่อยครั้ง  และมักมาในลักษณะที่ค่อนไปทางไร้เดียงสา คุณเองมีลูกหรือไม่ และมันส่งผลอย่างไรกับการสร้างงาน

ฉันมีลูกอายุ 16 ปี การเป็นแม่สอนให้ฉันยอมรับและเลี้ยงดูมนุษย์อีกคนอย่างไม่มีเงื่อนไข และฉันคิดว่าประสบการณ์นี้สะท้อนในผลงานฉันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

งานของคุณส่วนใหญ่จะเล่นกับประเด็นความผิดประหลาดทางชีววิทยา ฉันได้อ่านเรื่องราวต่างๆ ของคุณที่พูดถึงผู้หญิงที่มีหัวใจเติบโตออกมาด้านนอก มือที่งอกออกจากพื้นดิน พืชประหลาดเรืองแสงที่โตในห้องนอนของคู่รัก คุณหลงใหลเรื่องความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือ

การอธิบายความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจมนุษย์เป็นเรื่องยาก แต่เมื่อฉันสังเกตและวาดภาพการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพภายนอกเหล่านี้อย่างใส่ใจ ฉันพบว่าตัวเองสามารถนำปัญหาภายในออกมาเสนอให้เป็นที่ประจักษ์ได้ นี่คือวิธีการของฉันในการเป็นนักเขียน

คุณบอกไว้ว่าคุณมักถูกดึงดูดโดยอันตรายและความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวของชีวิตประจำวัน รวมทั้งรายละเอียดที่แสนโหดร้ายของมัน

มนุษย์ทุกคนมีความรุนแรงบางอย่างอยู่ในตัว แต่พวกเราส่วนใหญ่พยายามปิดซ่อนมันไว้ ในทำนองเดียวกัน เราก็พยายามเมินเฉยต่ออันตรายที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน เพื่อจะปัดมันให้พ้นๆ และข้ามผ่านไป แต่ถึงอย่างนั้น เราเองก็หลงใหลในสิ่งที่ถูกมองข้ามเหล่านี้ และความหลงใหลนี้กลายเป็นแรงผลักดันในงานของฉัน ผ่านกระบวนการที่เราเรียกว่า “วรรณกรรม” สิ่งต่างๆ ที่โดยปกติเรามองไม่เห็นจะกลายมาเป็นรูปแบบ และองค์ประกอบของมันในเรื่องแต่งก็ยังคงน่าตื่นตาสำหรับฉัน

คุณเริ่มเขียนหนังสือและตีพิมพ์งานในญี่ปุ่นได้อย่างไร

ฉันอ่าน “บันทึกลับของแอนน์ แฟรงก์” ตอนอายุได้ 14 ปี และตระหนักได้ในตอนนั้นว่าการเขียนคือวิธีการที่มนุษย์จะปลดพันธนาการให้ตัวเอง ฉันเริ่มต้นการเขียนด้วยการจดบันทึก แรกๆ ก็พยายามบันทึกประสบการณ์ต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ และเที่ยงตรงที่สุด แต่ฉันก็ค่อยๆ ตระหนักว่า ศิลปะการเล่าเรื่อง (storytelling) เริ่มต้นพร้อมๆ กับการจัดวางความทรงจำลงในถ้อยคำ ท้ายที่สุด ฉันก็เริ่มเขียนนิยายจากบันทึกเหล่านั้น ในปี 1988 ฉันก็ได้รางวัลนักเขียนหน้าใหม่จากวารสารวรรณกรรมไคเอ็น (Kaien)

คุณได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นนักเขียนคลื่นลูกใหม่ของญี่ปุ่น คุณคิดว่าตัวเองจัดอยู่ในกลุ่มใดเป็นพิเศษไหม

ฉันไม่อยู่ในกลุ่มไหนเลย นั่นเป็นงานของนักวิจารณ์และนักวิชาการ ฉันรู้แต่เพียงว่าตัวเองเป็นใครสักคนที่เขียนเรื่องแต่ง

คุณเพิ่งตีพิมพ์งานในภาษาอังกฤษไม่มากนัก ทั้งที่คุณก็เป็นหนึ่งในนักเขียนญี่ปุ่นที่คนรู้จักมากที่สุด และยังเขียนงานมามากกว่า 17 ปี ได้รางวัลอะคุตะงะวะอีกด้วย อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนักเขียนญี่ปุ่นในการก้าวเท้าเข้ามาสู่โลกวรรณกรรมภาษาอังกฤษ

การที่งานของนักเขียนญี่ปุ่นจะไปถึงมือนักอ่านในต่างภาษาได้นั้นต้องอาศัยความทุ่มเทของเอเจนต์ บรรณาธิการ และนักแปลที่มีฝีมือ ฉันอยากให้งานของตัวเองตีพิมพ์ในต่างประเทศโดยมีปัจจัยต่างๆ ที่ดีที่สุดรายล้อมอยู่ และฉันก็ไม่เป็นกังวลหากมันจะต้องใช้เวลามากสักหน่อย ในภาษาอังกฤษ ดูเหมือนว่าเงื่อนไขต่างๆ ในการพิมพ์งานของฉันนั้นเหมาะเจาะแล้วและฉันก็ดีใจที่เป็นเช่นนั้น ฉันไม่ได้รู้สึกว่ามันใช้เวลานานเกินควรเลยที่จะมาถึงจุดนี้ อย่างที่คนเขาพูดกันว่าทุกสิ่งมีที่ทางและเวลาของมันเอง

มีงานเขียนของนักเขียนอังกฤษหรืออเมริกันคนใดที่ส่งอิทธิพลต่อคุณบ้างไหม

พอล ออสเตอร์ สตีเวน มิลเฮาส์เซอร์ และจอห์น เออร์วิง เมื่อฉันอ่านพอล ออสเตอร์ ฉันรู้สึกว่านิยายของเขาไม่ใช่แค่ผลผลิตของจินตนาการเพียงอย่างเดียว แต่พูดถึงสิ่งที่มีอยู่ในโลกแห่งความจริง นักเขียนคือคนที่ค้นพบบางสิ่งที่มีอยู่แล้วในโลกแต่คนทั่วไปไม่สังเกตเห็น แล้วนำมาถ่ายทอดด้วยถ้อยคำ นี่คือคอนเซปต์ใหม่สำหรับฉันเลย ฉันได้เรียนรู้จากงานของเขา
แล้วก็งานของสวีเวน มิลเฮาส์เซอร์ ซึ่งมีมุมมองเกี่ยวกับความจริงที่แหลมคม งานของเขาสื่อออกมาว่า ความจริงนั้นไม่ได้เกี่ยวกับนามธรรมหรือทฤษฎี แต่เป็นผลรวมของรายละเอียดยิบย่อยชัดเจนอันหลากหลาย ฉันเรียนรู้จากเขาในประเด็นที่ว่านักเขียนควรโฟกัสอยู่กับอะไร
สำหรับงานของจอห์น เออร์วิง สิ่งที่ดึงดูดใจฉันที่สุดเห็นจะเป็นการที่เขามักทำให้สถานการณ์ขมขื่นนั้นเข้มข้นจนถึงขีดสุดกระทั่งมันกลายเป็นเรื่องตลก เขาได้ทำให้เราเห็นว่าเรื่องราวของมนุษย์ที่ผิดรูปผิดรอย น่าเวทนา หรือน่าหัวร่อนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อโศกเศร้า แต่ได้บรรจุความเป็นไปได้ในการหลุดพ้นเอาไว้ด้วย


สั่งซื้อหนังสือ Revenge และติดตามความเคลื่อนไหวของสำนักพิมพ์ไจไจบุ๊คส์ได้ ที่นี่

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
Filed under: Features

by

Khing Amatyakul

ณัฐกานต์ อมาตยกุล

อดีตเด็กฝึกงานเวย์ ปัจจุบันเขียนงานในกลุ่มสารคดีอิสระสายลมและดูแลสำนักพิมพ์เล็กๆ ชื่อไจไจบุ๊คส์

khunning.wordpress.com

1 Comment

  1. Kee says

    เขายังขาดการค้นพบบางสิงที่สำคัญมากๆ
    ทำให้เขาเขียนได้ยังไม่รุ้จักจบในสิงเป้นจริงธรรมชาติมนุษย์
    เขารอวันผุ้ปลดปล่อย
    มันแค่เปลือกบางๆรอผุ่ทะลวงจิตรเขา
    มันนิดเดียวแต่ไร้ผุ้จุดผลุสตาทเครื่อง
    ทั้งที่เจารุ้วิธีการควบคุม
    แต่เมื่อเครื่องยนตนั้นแน่นิ่ง
    เขาย่อมไม่สามารถขยับเขยื้อนขับเคลื่อน
    และฉันรุ้ตุดอกพร่องเธอ
    เธอช่างน่าสงสารนัก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *