Features
Leave a comment

9 วรรณกรรม “อ่านไม่รู้เรื่อง”

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทีม Papercuts ได้มีโอกาสไปร่วมงานเสวนา “อ่านไม่รู้เรื่อง” จัดโดยร้านหนังสือมีสไตล์ Books & Belongings (ใครไม่ได้ไปสามารถเข้าไปชมวิดีโอบนหน้าเพจได้) ซึ่งพอได้ยินคำจำกัดความอย่าง “อ่านไม่รู้เรื่อง” บางคนอาจรู้สึกท้อแท้และเบือนหน้าหนี ในขณะที่สำหรับบางคนกลับเป็นความท้าทาย

ไม่ว่าคำๆ นี้จะมีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ เราขอแนะนำ 9 วรรณกรรมที่ถูกยกให้เป็นวรรณกรรมอ่านไม่รู้เรื่องให้ลองพิจารณากัน

1. Infinite Jest โดย David Foster Wallace

Infinite Jest

หนังสือที่มาพร้อมความหนาเกือบ 1,100 หน้า และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในหนังสือที่อ่านจบได้ยากที่สุดและดีที่สุดเล่มนี้ นอกจากจะมีเนื้อเรื่องเข้าใจยากที่พูดถึงสถาบันฝึกนักเทนนิสเยาวชนและสถานพักฟื้นผู้ติดสารเสพติด โดยมีฉากเป็นโลกดิสโทเปียแล้ว หนังสือยังมาพร้อมกับการอ้างชื่อบุคคลอีกมากมาย และยังมีโน้ตสั้นๆ ช่วงท้ายเล่มอีก 388 โน้ต แถมบางโน้ตมีเชิงอรรถอีก ความท้าทายเลยไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความหนาของหนังสือ และการพยายามทำความเข้าใจกับความโพสต์โมเดิร์นของหนังสือเล่มนี้ แต่ยังลามไปถึงความซับซ้อนในการอ่านอีกด้วย

 

2. Finnegans Wake โดย James Joyce

url-5-jpg

 

ชื่อของ James Joyce เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเจ้าของผลงาน “อ่านยาก” อยู่แล้ว แต่เราเลือกนวนิยายที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก The Odyssey เล่มนี้มาเพราะรู้สึกว่าเป็นนวนิยายของ Joyce ที่ก้าวข้ามจุดนั้นมาจนเข้าขอบเขตของการ “อ่านไม่รู้เรื่อง” แล้ว เนื้อหาเต็มไปด้วยการอ้างอิงถึงงานอื่นๆ แต่ปัญหาหลักๆ คือเรื่องภาษา ไม่ใช่เพราะการใช้ภาษาโบราณหรืออะไร (แบบนั้นยังพอหาทางอ่านได้) แต่เพราะ Joyce ใช้คำแตกต่างกันถึง 30,000 กว่าคำ อยากรู้ว่าหมายความว่ายังไงลองดูการตรวจจับคำผิดในภาพด้านล่างเอา

 

3. House of Leaves โดย Mark Z. Danielewsk

 

นวนิยายเปิดตัวของนักเขียนอเมริกัน Mark Z. Danielewski เล่มนี้ ท้าทายความสามารถในการอ่านตั้งแต่โครงสร้างหนังสือที่มีการจัดวางหน้าแบบแปลกประหลาด แถมตัวเรื่องก็มีคนเล่าหลายคนอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ หนังสือยังมีเชิงอรรถเยอะมาก บางครั้งเป็นเชิงอรรถซ้อนเชิงอรรถให้งงเข้าไปกว่าเดิม แต่ถึงอย่างไร ว่ากันว่าการที่บางหน้ามีตัวอักษรแค่ไม่กี่ตัว หรือการจัดวางอย่างประหลาดนั้น ทั้งหมดก็สะท้อนความพิสดารของเหตุการณ์ในเรื่องทั้งนั้น

 

4. The Sound and the Fury โดย William Faulkner

 

ความท้าทายของหนังสือเล่มนี้ คงมาจากการที่เนื้อเรื่องถูกเล่าโดยผู้เล่าที่แตกต่างกันสามคน หนึ่งในนั้นเป็นคนมีปัญหาทางจิต ขนาดที่ว่าไม่เข้าใจคอนเซปต์ของเวลาในแบบที่มนุษย์ปกติเข้าใจกัน เวลาของผู้เล่าคนนี้ไม่เป็นเส้นตรงที่ไล่จากอดีตมายังปัจจุบัน ฉะนั้นบางครั้งขณะที่อ่านเราจะเจอกับการเล่าเรื่องในอดีตที่อยู่ๆ ก็กระโดดกลับมาปัจจุบันกลางประโยคดื้อๆ

 

5. Gravity’s Rainbow โดย Thomas Pynchon

 

Gravity’s Rainbow มีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับการเป็นหนังสืออ่านไม่รู้เรื่อง ตั้งแต่จำนวนที่เยอะมากของตัวละคร วิธีการเล่าที่ซับซ้อนเต็มไปด้วย flashback  ประโยคยาวๆ เข้าใจยาก ไปจนถึงการพูดถึงหัวข้อแค่เห็นชื่อก็ชวนปวดหัวอย่าง ฟิสิกส์ควอนตัม การสูญพันธุ์หมู่  และอภิปรัชญา ถ้าอยากรู้ว่านวนิยายแบบ postmodern เป็นอย่างไร ลองอ่านเล่มนี้ดู

 

6. The Recognitions โดย William Gaddis

 

The Recognitions เล่าเรื่องราวของชายหนุ่มนักวาดภาพซึ่งพยายามค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองผ่านการวาดภาพเลียนแบบศิลปินชั้นครูชาวดัทช์และเฟลมิช ความท้าทายอยู่ที่หนังสือเล่มนี้มีตัวละครหลายตัว แต่ละตัวมีชีวิตคาบเกี่ยวพัวพันกัน ในช่วงแรกนวนิยายเรื่องนี้ได้รับการวิจารณ์ในทางลบ แต่พอเวลาผ่านไปก็ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ จนถูกยกย่องเป็นผลงานมาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งในวงการวรรณกรรมอเมริกันเลย ครั้งหนึ่งผู้เขียน William Gaddis เคยพูดถึงประเด็นที่ว่างานของเขาถูกมองเป็นงานเขียนที่ซับซ้อนว่า “ผมเรียกร้องบางอย่างจากผู้อ่าน นักวิจารณ์บางคนบอกว่าผมเรียกร้องมากเกินไป… ก็อย่างที่ผมว่าแหละ มันไม่ใช่หนังสืออ่านง่าย”¹

 

7. Foucault’s Pendulum โดย Umberto Eco

 

หนังสือเล่มนี้แค่ชื่อก็ทำให้ขนลุกแล้ว หลายๆ คนอาจจะนึกถึง Michel Foucault นักปรัชญาและนักวิจารณ์ชาวฝรั่งเศส แต่วางใจได้นี่ไม่ใช่หนังสือเกี่ยวกับเขา เพราะนวนิยายเรื่องนี้อ้างอิงถึงทฤษฎีการหมุนของโลกของนักฟิสิกส์ Léon Foucault (ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าอันไหนชวนปวดหัวน้อยกว่ากัน) ตัวเนื้อหาในเล่มแบ่งออกเป็น 10 ส่วนตามเซฟิรอธทั้งสิบในนิกายคับบาลา หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพนักงานในสำนักพิมพ์สามคน ที่หลังจากได้อ่านต้นฉบับเกี่ยวกับทฤษฎีสมคบคิด นึกสนุกกุเรื่องขึ้นมาบ้างโดยโยงเข้ากับอัศวินเทมพลาร์ แต่สุดท้ายเรื่องกลับตาลปัตร แผนที่คิดว่าจะสนุกกลับไม่สนุกอีกต่อไป อยากรู้ว่าเรื่องเป็นอย่างไรลองไปหาอ่านกันดูนะ

 

8. Atlas Shrugged โดย Ayn Rand

 

ผลงานชิ้นสุดท้ายของ Ayn Rand ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นที่สำคัญที่สุดของเธอ เป็นนวนิยายที่มีเรื่องราวสะท้อนปรัชญาปรนัยนิยม (Objectivism) โดยมีฉากเป็นโลกดิสโทเปียอเมริกาที่ซึ่งอุตสาหกรรมสำคัญต่างพังพินาศ นอกจากนี้ หลายคนคงจะเห็นชื่อของหนังสือเล่มนี้อ้างถึง Atlas หรือเทพไททันองค์หนึ่งในเทพปกรณัมกรีกที่ก่อกบฏในสงครามไททัน ซึ่งหลังจากพ่ายแพ้เหล่าเทพโอลิมเปียเขาถูกลงโทษให้แบกโลกไว้บนบ่า แต่ว่าการแบกโลกเอาไว้ของ Atlas มันสำคัญกับเนื้อเรื่องอย่างไรคงต้องไปอ่านหนังสือให้จบ 1,200 หน้าแล้วตีความกันเอาเอง

 

9. Hopscotch โดย Julio Cortazar

 

ข้ามทวีปมาดูผลงานของนักเขียนละตินอเมริกากันบ้าง ผลงานชื่อ “ตั้งเต” ของ Julio Cortázar นี้ ท้าทายให้นักอ่านได้พบประสบการณ์การอ่านแบบใหม่ตั้งแต่เริ่ม เนื่องจากนวนิยายเล่มนี้มี 155 บท 99 บทสุดท้ายถูกเรียกว่าเป็นบทที่จะอ่านก็ได้ไม่อ่านก็ได้ ซึ่งในการอ่านครั้งแรก บทที่เหลืออาจดูเหมือนเป็นการพูดพล่อยไร้สาระ แต่เมื่ออ่านให้ดีแล้วบางบทจะช่วยตอบคำถามและเติมเต็มหายไปใน 56 บทแรก

ถ้ายังงงไม่พอ ในหน้าแรกผู้เขียนยังบรรจงเขียนวิธีการอ่านหนังสือเล่มนี้ไว้ด้วย โดยบอกว่ามีวิธีอ่านสองแบบ แบบแรกคือเรียงลำดับจากบทที่ 1 ถึงบทที่ 56 หรือจะอ่านแบบกระโดด (เหมือนเล่นตั้งเต) ไปมาใน 155 บทเลยก็ได้ตามลำดับที่ Cortázar ให้มา (ดูภาพประกอบได้ด้านล่าง)

cortazar

 

ทั้งนี้ หนังสือที่ถูกตราหน้าว่าเป็นหนังสืออ่านไม่รู้เรื่องก็อาจไม่ต่างอะไรจากหนังสือทั่วไปสักเท่าไร เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าใครจะวิจารณ์ว่าอย่างไร การอ่านเป็นวิธีเดียวที่คุณจะสามารถใช้ตัดสินว่ามันให้อะไรกับคุณ

¹Lingan, John. “William Gaddis, the Last Protestant.”. Quarterly Conversation.

ที่มา: คัดสรรจากลิสต์ของ Flavorwire, Buzzfeed และ Bustle

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
Filed under: Features

by

Via Suksantinunt

นักอ่านอิสระ มีผลงานเรื่องสั้นตีพิมพ์ในหนังสือ สะกด 3 (สำนักหนังสือไต้ฝุ่น) + เป็นบรรณาธิการต้นฉบับวรรณกรรมแปลชื่อ ซัม: สี่สิบเรื่องเล่าหลังความตาย (ไจไจบุ๊คส์)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *