Features
Leave a comment

Graywolf ยืนหยัดอย่างสำนักพิมพ์อิสระ

เกรย์วูล์ฟ เพรส ได้เฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีเมื่อปีที่ผ่านมา และในช่วง 20 ปีท้ายๆ นี่เอง ฟิโอนา แม็คเคร (Fiona McCrae) ได้มาแสดงฝีมือดูแลสำนักพิมพ์ ตำแหน่งของเธอนั้นสูงสง่าเป็นที่น่าอิจฉา แต่ตัวเธอเองได้ผ่านอะไรๆ ในวงการนี้มาหมดทุกซอกทุกมุม เธอเริ่มต้นทำงานที่สำนักพิมพ์เฟเบอร์แอนด์เฟเบอร์ ในลอนดอน โดยเป็นเลขาฯ ให้กับบรรดาบรรณาธิการผู้ชายทั้งหลายผู้ไม่รู้วิธีการพิมพ์ดีด “ในตอนนี้ ฉันตระหนักได้แล้วว่า สมัยก่อนบรรยากาศวงการสิ่งพิมพ์นั้นมีชายเป็นใหญ่มากกว่าที่ฉันคิดเอาไว้มาก มีผู้หญิงคนเดียวเท่านั้นในรุ่นเก่าแก่ที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้นำ และเธอได้รับมอบหมายให้ดูแลหนังสือทำอาหาร”

เมื่อแม็คเครย้ายไปอยู่ที่อเมริกา เธอก็ได้พบเส้นทางของตัวเองที่เกรย์วูล์ฟ ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่เริ่มต้นอย่างแสนถ่อมตัว สะท้อนภาพของตัวเธอเอง ย้อนไปมื่อปี 1974 สิ่งพิมพ์แรกๆ ของเกรย์วูล์ฟ คือหนังสือรวมบทกวีพิมพ์จำนวนจำกัด จัดพิมพ์อย่างงดงามด้วยเล็ตเทอร์เพรส และเย็บเล่มด้วยมือของผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์เอง นั่นคือ สก็อต วอล์คเกอร์ (Scott Walker) ตั้งแต่นั้นมา รายชื่อหนังสือที่สำนักพิมพ์ตีพิมพ์ออกมาก็ค่อยๆ ขยับขยายไปสู่เรื่องสั้น บทบันทึก ความเรียง และงานผสมผสานทั้งหลาย ในฐานะสำนักพิมพ์ไม่แสวงหากำไร เกรย์วูล์ฟก็ต้องดำเนินต่อไปโดยพึ่งพาเงินบริจาคและทุนสนับสนุนจากผู้ที่ให้คุณค่ากับงานเขียนขายยากทั้งหลาย แต่การเติบโตของเกรย์วูล์ฟในช่วงหลังๆ มานี้ ดูเหมือนจะเป็นผลมาจากสัญชาตญาณการบรรณาธิการอันเฉียบคมของแม็คเครและทีมงาน

นี่คือสำนักพิมพ์ที่ได้พิมพ์นิยายแปลที่ก่อนนี้ไม่มีใครอยากแตะ อย่าง Out Stealing Horses ของเพอร์ เพตเทอร์สัน ให้กลายเป็นหนังสือขายดีระดับประเทศ และยังเป็นสำนักพิมพ์ที่ได้พาเราไปรู้จักกับงานเขียนแปลกๆ แต่ยอดเยี่ยมข้ามฝั่งแอตแลนติก อย่างนักเขียนรางวัล IMPAC ชาวไอร์ริชชื่อ เควิน บาร์รี ในขณะเดียวกัน เกรย์วูล์ฟก็ยังคงยึดมั่นอยู่กับรากของตัวเองนั่นก็คือ การตีพิมพ์รวมบทกวี ซึ่งงานเหล่านี้ก็ได้รางวัลเด่นๆ มาครอง เพียงไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ กวีของสำนักพิมพ์ ได้มาทั้งรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม (โทมัส ทรานสเตรอเมอร์ ในปี 2011) Pulitzer Prize (เทรซี เค. สมิธ ในปี 2012 และวิเจย์ เชชาดรี ในปี 2014) National Book Award (แมรี ชีบิสต์ ในปี 2013) ฯลฯ

แม็คเครเป็นผู้หญิงพูดเก่ง ตลกร้าย และลังเลที่จะยอมศิโรราบต่อคำทำนายอันน่าหดหูที่หลอกหลอนอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ “ทุกครั้งที่มีหนังสือออกใหม่ได้รับความนิยมถล่มทลาย ผู้คนมักจะพูดว่า เหตุการณ์แบบนี้คงไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว แต่แล้ว มันก็ยังเกิดขึ้นอีก”

สัมภาษณ์โดย โจนาธาน ลี จาก Guernica

ลี: คุณหาเส้นทางของตัวเองในวงการนี้เจอได้อย่างไร

ฟิโอนา แม็คเคร: ทักษะการพิมพ์ดีดที่ฉันต้องใช้เพื่อสมัครเป็นครู ทำให้ฉันได้ทำงานแรกในวงการสิ่งพิมพ์ ซึ่งกินเวลาเพียง 8 เดือน แล้วฉันก็มาลงเอยในกองบรรณาธิการของเฟเบอร์แอนด์เฟเบอร์ ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงชีวิตฉันไป ในตอนนั้น วงการหนังสืออยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลง และหลายคนก็บอกกับฉันว่า “ต่อจากนี้ ทุกอย่างจะมีเสถียรภาพ” แน่นอน หลังจากนั้นชั่วชีวิตการทำงานในแขนงนี้ของฉันไม่มีอะไรที่มีเสถียรภาพเลย มันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่งหลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าฉันจะโชคดีที่ได้ทำงานในสำนักพิมพ์อิสระอยู่เสมอๆ

ลี: เฟเบอร์แอนด์เฟเบอร์เป็นอย่างไรในทศวรรษที่ 1980

ฟิโอนา แม็คเคร: สุขภาพทางการเงินของเฟเบอร์แอนด์เฟเบอร์ได้รับการช่วยเหลือทันเวลาจากความสำเร็จของละครเพลงเรื่อง Cats ที. เอส. อีเลียต ตีพิมพ์งานกับเฟเบอร์เรื่อยมาและยังเคยทำงานที่นั่นด้วย ความจริงที่ว่าละครเพลงเรื่องนี้มาจากชุดรวมบทกวีของอีเลียตได้ทำให้เรามีรายได้เข้าสำนักพิมพ์ เฟเบอร์สามารถเสี่ยงลงทุนกับนักเขียนใหม่ๆ และหลีกเลี่ยงการกลืนกินกิจการโดยสำนักพิมพ์ใหญ่ได้ นั่นเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นมากๆ

ฉันทำงานเลขาฯ ให้กับบรรณาธิการสี่คนในบริษัท ไม่มีใครสักคนพิมพ์ดีดเป็น พวกเขาทำงานเกี่ยวกับเรื่องแต่ง ละคร บทกวี และศิลปะ อาจมีโปสการ์ดจากแบคเกตต์ จดหมายจากวิลเลียม โกลด์ดิง และทอม สตอปพาร์ด ส่งเข้ามาบ้าง ราวกับอยู่ในสวรรค์ จากนั้น ฉันก็ทำงานให้กับโรเบิร์ต แมคครัม ซึ่งขณะนั้นยังหนุ่ม อายุไม่เกินสามสิบ แต่ได้ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการแล้ว เขาตีพิมพ์หนังสือมากกว่าบรรณาธิการสี่คนรวมกันเสียอีก เขาเป็นผู้นำเข้า มิลาน คุนเดอรา คาซูโอะ อิชิกุโร และนักเขียนอีกหลายคนมาสู่เฟเบอร์ ฉันได้เรียนรู้อะไรเยอะมากในตอนนั้น แต่ฉันก็เพิ่งตระหนักว่า สมัยก่อนวงการนี้ผู้ชายเป็นใหญ่ขนาดไหน ฉันค่อยๆ ไต่เต้าไปตามลำดับ จากผู้ช่วยกองบรรณาธิการ เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ เป็นบรรณาธิการระดับล่าง ไปจนกระทั่งได้เป็นบรรณาธิการอาวุโส เมื่อได้อยู่ในตำแหน่งนั้น ฉันก็เลือกหนังสือได้เอง

ลี: คุณย้ายไปอยู่อเมริกาพร้อมเฟเบอร์หรือ

ฟิโอนา แม็คเคร: ใช่ บริษัท เฟเบอร์แอนด์เฟเบอร์ ในสหรัฐฯ นั้นเติบโตอย่างมาก และฉันก็ได้รับเชิญให้ไปช่วยทีมที่บอสตันร่างรายการนักเขียนอเมริกันขึ้นมา ทันใดนั้น ฉันก็รู้สึกชื่นชอบอยู่กับสำนักพิมพ์เล็กๆ ในอเมริกา บรรยากาศทางวรรณกรรมในบอสตันนั้นครึกครื้นมาก มีวารสารวรรณกรรมมากมายอย่าง Ploughshares AGNI และ Harvard Review เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมการอ่านหรืองานเปิดตัวหนังสือ ฯลฯ ขณะนั้น เชมัส ฮีนี (Seamus Heaney) อยู่ที่ฮาวาร์ด และคลุกคลีอยู่ในชุมชนกวี ในงานต่างๆ ฉันดีใจที่ได้พูดคุยกับเชมัสพอๆ กันกับได้คุยกับกวีแนวทดลองหน้าใหม่

มันยังสะกิดใจฉันด้วยว่า สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ในอเมริกากลับไม่เคยพูดถึงบรรดาหนังสือเล่มใดๆ ที่พวกเขาคิดว่าไม่สามารถขายได้เกินจำนวนหลายพันเล่มเลย

ลี: แล้วคุณก็เห็นโอกาส

ฟิโอนา แม็คเคร: แน่นอนสิ วงการหนังสือนั้นเต็มไปด้วยการเหมารวม แต่มันก็มีสำนักพิมพ์ใหญ่หลายแห่งจริงๆ ที่ไม่มีทางซื้อหนังสือเล่มใดๆ ที่พวกเขาไม่คิดว่าจะขายได้อย่างน้อย 15,000 เล่ม และนั่นเองคือบรรดาต้นฉบับที่ท้าทายและน่าสนใจซึ่งสำนักพิมพ์เล็กๆ ได้หยิบฉวยไปพิมพ์ ในสำนักพิมพ์เล็กๆ เหล่านั้น บางทีก็ขายหนังสือได้ถึง 5,000 เล่ม ซึ่งนั่นก็มากพอที่จะคืนทุน หากคุณจ่ายค่าแอดวานซ์ไปแต่พอดี และคุณก็เชื่อในผลงานนั้น และมีความหวังว่ามันจะประสบความสำเร็จในทางใดทางหนึ่ง อย่างเช่น – ได้รางวัล หรือเจอคนอ่านที่กว้างขึ้น เป็นต้น สำนักพิมพ์เล็กๆ เหล่านี้คึกคักมาก มีหนังสือที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย และมีเช่นนั้นอยู่เสมอ

ลี: คุณอยู่ที่เฟเบอร์ในอเมริกานานแค่ไหน

ฟิโอนา แม็คเคร: ประมาณสามปีครึ่ง ฉันมีความทรงจำดีๆ มากมายในบอสตัน

หนึ่งสิ่งที่ฉันอยากจะทำในเฟเบอร์ก็คือการตีพิมพ์กวีนิพนธ์ ฉันเริ่มข้องแวะกับเกรย์วูล์ฟก็ช่วงๆ นี้ โดยการติดต่อกับสก็อต วอล์คเกอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ฉันสนใจวิธีการที่พวกเขาดำเนินกิจการขายบทกวีให้กับผู้อ่านชาวอเมริกัน อีกอย่าง ตอนฉันอยู่ลอนดอน ฉันก็คอยติดตามแคตตาล็อกของสำนักพิมพ์นี้มาเสมอๆ และชื่นชอบมันมานาน

เมื่อสก็อตลาออกจากเกรย์วูล์ฟ ก็มีคนโน้มน้าวให้ฉันสมัครตำแหน่งผู้จัดพิมพ์ของเขาที่ว่างลง ตอนแรก ฉันคิดว่าคงจะพร้อมไปทำในอีกสองปี แต่ปรากฏว่าฉันก็ส่งใบสมัครไป แล้วจากนั้น ที่เหลือก็กลายเป็นอดีต

ลี: คุณพอจะจำได้ไหมว่าคุณมีเป้าหมายอะไรเมื่อเริ่มต้นทำงานที่เกรย์วูล์ฟ และความคิดเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปไหมเมื่อได้ลงมือทำงานจริงๆ

ฟิโอนา แม็คเคร: ฉันจำได้ว่าอยากจะพานักเขียนของเฟเบอร์หลายคนมาอยู่ที่เกรย์วูล์ฟเพรสในตอนเริ่มต้น มีนักเขียนคนหนึ่งที่เคยพิมพ์งานกับเฟเบอร์ และฉันก็ได้ยินว่าเขามีนิยายเรื่องใหม่ แต่ฉันก็ไม่ได้ทำอย่างนั้น เพราะคิดว่าควรหานักเขียนใหม่ ปรากฏว่าหนังสือเล่มที่ว่านั้น ก็คือ House of Sand and Fog

ลี: อ่า

ฟิโอนา แม็คเคร: ใช่ (หัวเราะ) ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหากเกรย์วูล์ฟเอามาพิมพ์ มันก็คงประสบความสำเร็จถล่มทลายไม่ต่างกับการให้นอร์ตันพิมพ์

ในส่วนของกวีนิพนธ์ เมื่อตอนเริ่มทำงานที่นี่ ฉันจำได้ว่าบนโต๊ะทำงานมีต้นฉบับ 3 ชิ้นด้วยกัน ชิ้นหนึ่งโดย คาร์ล ฟิลิปส์ (Carl Philips) อีกชิ้นโดย เอมอน เกร็นแนน (Eamon Grennan) และชิ้นสุดท้ายโดยวิเจย์ เชชาดรี (Vijay Seshadri) ฉันพยายามตัดสินใจว่าชิ้นไหนควรได้รับการตีพิมพ์ จำได้ว่าทุกชิ้นดีหมดเลย เราก็เลยพิมพ์มันทั้งหมดนั้นแหละ แล้วตอนนี้งานทั้งสามก็ยังคงมีวางขายอยู่ ไม่กี่ปีหลังจากนั้น เจฟฟ์ ชอตส์ (Jeff Shotts) เข้าทำงานที่เกรย์วูล์ฟ และเข้ามาจัดการส่วนกวีนิพนธ์ทั้งหมด แต่เขาก็ยังใจดีพอที่จะให้ฉันมีส่วนร่วมบ้าง กวีนิพนธ์คือจุดเริ่มต้นของสำนักพิมพ์เกรย์วูล์ฟ และฉันก็คิดเสมอว่ามันมีเหตุผล นั่นคือ เราเริ่มต้นจากรูปแบบวรรณกรรมที่เข้มข้นที่สุดและฝ่าฟันมาจากตรงนั้น

ลี: ในงานเมื่อคืนนี้ คุณได้พูดกับกลุ่มนักเขียนหน้าใหม่ว่า เกรย์วูล์ฟเป็นสำนักพิมพ์ที่ “สวนกระแส” ตามหางานเขียนที่สำนักพิมพ์อื่นๆ มองข้ามไปหรือไม่ก็คิดว่าจะขายไม่ออก อยากจะถามว่า เพราะมันจำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น หรือเพราะคุณจงใจให้เป็นอย่างนั้น

ฟิโอนา แม็คเคร: ก็ทั้งคู่นะ ทั้งสองอย่างสนับสนุนกันและกัน ธรรมชาติของฉันมักจะชอบหนังสือที่สวนกระแสอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ที่เกรย์วูล์ฟ ถ้าเกิดฉันรู้มาว่ามีข้อเสนอจากสำนักพิมพ์อื่นต่อต้นฉบับเดียวกันกับที่เราขออยู่ ฉันก็จะเริ่มลดความสนใจต่อต้นฉบับนั้นลง ไม่ใช่ว่ามากขึ้นเลย ฉันไม่ได้รู้สึกอยากแข่งขัน จึงไม่เชื่อว่าหากใครสักคนอยากพิมพ์งานชิ้นหนึ่งแล้วจะหมายความว่างานชิ้นนั้นเป็นงานที่ดี ตอนเด็กๆ ฉันได้รับอิทธิพลอย่างมากจากนิทานปรัมปราเกี่ยวกับหีบทองแดงกลายเป็นผู้ชนะ แทนที่จะเป็นหีบทอง

ยกตัวอย่าง เพอร์ เพตเทอร์สัน นักเขียนของสำนักพิมพ์ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเขา ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เขามีชื่อเสียงด้วยเหตุผลต่างๆ ที่เหมาะสม โดยเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อไรก็ตามที่สำนักพิมพ์ใช้เงินจำนวนมากกับหนังสือเล่มหนึ่ง พวกเขาก็เริ่มต้นจากจุดที่ต้องคิดว่ามันจะต้องขายได้ และนั่นก็อาจรีดไถความสำราญในการทำหนังสือออกไป และทำให้ทุกคนเครียดเกินไป ในกรณีนั้น ความสำเร็จใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นก็อาจไม่เพียงพอ

ลี: คุณตีพิมพ์หนังสืออย่าง Out Stealing Horses โดยคาดหวังยอดขายไม่มากนัก และเมื่อมันได้รางวัล IMPAC มันก็เริ่มเติบโตขึ้นเอง นั่นเป็นเส้นทางความสำเร็จที่คุณต้องการมากกว่าใช่ไหม

ฟิโอนา แม็คเคร: ใช่แล้ว ฉันไม่คิดว่าการหลงใหลเรื่องราว “เพ้อฝัน” จะทำให้ฉันดูอ่อนด้อยต่อวงการสิ่งพิมพ์ ที่เกรย์วูล์ฟ เราอยากจะรู้ว่าเราเป็นเจ้าเดียวที่ยื่นข้อเสนอต่อหนังสือเล่มนั้น และเป็นเจ้าเดียวที่เห็นว่ามันน่าจะเวิร์ก

แน่นอน ฉันไม่ได้หมายความว่าทุกๆ คนที่เราตีพิมพ์จะไม่มีโอกาสได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์อื่นๆ แต่เราแค่อยากยื่นข้อเสนอที่ถูกต้องกับหนังสือเล่มหนึ่งๆ และยื่นข้อเสนอต่อนักเขียนที่รู้สึกเชื่อมโยงกับเกรย์วูล์ฟจริงๆ หนังสือเรื่อง Out Stealing Horses เป็นหนังสือที่เราจ่ายค่าแอดวานซ์ในราคาค่อนข้างพอดีๆ ในขณะที่สำนักพิมพ์มากมายในนิวยอร์กปฏิเสธมัน และแล้วสิ่งไม่คาดฝันต่างๆ ก็เกิดขึ้น

ลี: อะไรคือสิ่งที่ไม่คาดฝันอย่างแรก

ฟิโอนา แม็คเคร: เริ่มแรก Amy Tan โทรมาหาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เสนอว่าจะเขียนโปรโมตหนังสือเล่มนี้ให้โดยที่เราไม่ได้ขอไปก่อน ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้เลย จากนั้นหนังสือเล่มนี้ก็บรรจุในลองลิสต์รางวัล Independent Foreign Fiction Prize จากนั้นก็ชอร์ตลิสต์ แล้วในที่สุด มันก็ได้รางวัลที่หนึ่ง เช่นเดียวกับรางวัล IMPAC ซึ่งประกาศผลไปหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้าที่มันจะปรากฏในหน้าแรกของ New York Times Book Review ทุกๆ อย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

อีกตัวอย่างหนึ่ง ฉันจำได้ว่าเราตีพิมพ์บทกวีของเทรซี เค. สมิธ และจากนั้นในปี 2011 ก็ตีพิมพ์รวมบทกวีชุดใหม่ชื่อ Life On Mars เราคิดว่าเธอควรชนะรางวัลอะไรสักอย่าง แต่ National Book Awards ก็ผ่านมาแล้วผ่านเลยไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ภายหลังในปีเดียวกัน ฉันไปเข้าร่วม National Book Critics Circle Awards แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้น ขณะที่ฉันอยู่ที่ลอนดอนเพื่อร่วม London Book Fair ในเดือนเมษายน พร้อมๆ กับเพื่อนสามคนที่เรียนวรรณคดีอังกฤษมาด้วยกันในมหาวิทยาลัย แล้วจู่ๆ ก็มีข้อความเข้ามาว่า “เทรซี เค. สมิธ ได้รางวัล Pulitzer Prize” การได้เห็นคนที่คุณตีพิมพ์งานของเขาหรือเธอมามากกว่าสามชิ้นได้รับโอกาสเช่นนั้นเป็นเรื่องน่ายินดีมาก

การตีพิมพ์คาซูโอะ อิชิกุโรในอังกฤษก็เป็นอย่างนั้น เฟเบอร์ตีพิมพ์งานชิ้นแรกของเขาในหนังสือรวมเรื่องสั้น และจากนั้นก็พิมพ์นิยายสองเล่ม ก่อนจะตีพิมพ์ The Remains of the Day ซึ่งได้รางวัล Booker Prize ในที่สุด

ลี: แล้วช่วงเวลาแย่ๆ ที่นักเขียนเลือกออกไปตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ใหญ่แทนล่ะ

ฟิโอนา แม็คเคร: มันเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว  แต่บางครั้งก็เพราะนักเขียนต้องการค่าตอบแทนมากกว่าที่เราสามารถเสนอให้ได้ ไม่มีเหตุผลที่คุณจะต้องผูกมัดตัวเองเอาไว้ มันไม่ใช่หน้าที่ของเราในฐานะสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่ไม่แสวงหากำไรที่จะไปขวางทางนักเขียนกับค่าแอดวานซ์ลิขสิทธิ์ก้อนโต อันที่จริงแล้ว มันเกิดขึ้นกับสำนักพิมพ์ทุกขนาด นักเขียนออกจาก Penguin นักเขียนออกจาก Knopf การที่นักเขียนไม่ออกจากสำนักพิมพ์ทำให้เกิดผลดีอย่างหนึ่งคือหนังสือทั้งหมดอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน และความต่อเนื่องก็ทำให้เกิดผลิตภาพที่ดี เพอร์ เพ็ตเทอร์สัน ยังจำได้เสมอว่าเราดึงเขาเข้ามาในตอนที่ไม่มีใครต้องการตีพิมพ์งานของเขา และภายหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขายังอยากอยู่กับเกรย์วูล์ฟ แน่นอน เราจ่ายให้เขามากขึ้นสำหรับเล่มต่อไป แต่เขาก็อาจได้ค่าแอดวานซ์ที่มากกว่านี้จากการเปลี่ยนสำนักพิมพ์ แต่เขาเลือกที่จะอยู่

ลี: อีบุ๊คได้เปลี่ยนหน้าตาแผนธุรกิจของเกรย์วูล์ฟไปหรือไม่  และในฐานะสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก มีอะไรที่ต้องคำนึงถึงบ้าง

ฟิโอนา แม็คเคร: อีบุ๊คได้เปิดโอกาสใหม่ๆ แต่มันก็กระทบยอดขายฉบับพิมพ์เช่นกัน ซึ่งผลที่ตามมาก็คือมันกระทบสถานการณ์เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ สำนักพิมพ์ทั้งหลายต้องการรวมลิขสิทธิ์การจัดทำอีบุ๊คเข้าไปในข้อตกลงด้วยเสมอ และเราเองก็เชื่อว่าเราสามารถพิมพ์อีบุ๊คได้เช่นกัน  สำหรับการพิมพ์หนังสือ บางครั้งเราอาจต้องบอกว่า “เราเล็กกว่าเขา เรามีงบในการพิมพ์ การจัดการ และการกระจายหนังสือน้อยกว่า น่าจะดีกว่าถ้าเราขายสิทธิ์นี้ต่อให้สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ” เราขายสิทธิ์การพิมพ์ Out Stealing Horses ต่อให้ Picador ซึ่งตีพิมพ์มันออกมาเป็นแสนๆ เล่ม นั่นมาพร้อมต้นทุนและความเสี่ยง และเราในฐานะเจ้าเล็กๆ ก็ไม่สามารถรับความเสี่ยงนั้นได้ ฉันคิดว่าความก้าวหน้าของอีบุ๊คจะทำให้ยุคของการขายต่อสิทธิ์พิมพ์หนังสือหมดไป และเมื่อ City of Bohane ของเควิน แบร์รีไปอยู่ในหน้าแรกของ New York Times Book Review เราก็จะรักษาสิทธิ์การพิมพ์นั้นเอาไว้

ลี: ในช่วงไม่กี่ปีนี้เกรย์วูล์ฟได้เติบโตขึ้น มีความเสี่ยงอะไรตามมาไหม

ฟิโอนา แม็คเคร: ปัญหาอย่างหนึ่งที่ตามมาพร้อมกับยอดขายที่พุ่งสูง รางวัล และบทรีวิวมากมายซึ่งเราโชคดีที่ได้รับนั้นก็คือ รายชื่อหนังสือของเราเต็มเร็วกว่าที่เคย นอกจากรายการพิมพ์ซ้ำหนังสือของนักเขียนเดิม เรายังต้องการแบ่งสรรที่ว่างไว้ให้กับเสียงใหม่ๆ เพื่อตีพิมพ์งานเขียนเปิดตัวและตื่นตัวไปกับงานเขียนต่างประเทศซึ่งยังไม่มีโอกาสเข้ามาในอเมริกา รางวัล non-fiction ของสำนักพิมพ์เกรย์วูล์ฟก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะตามหานักเขียนมีความสามารถหน้าใหม่ The Empathy Exams ของเลสซี เจมิสัน เป็นเล่มล่าสุดที่ได้รางวัล ความเรียงเป็นขอบข่ายงานรูปแบบใหม่ที่เราสนใจมากๆ  จากที่เราเริ่มต้นที่กวีนิพนธ์ ตอนนี้สำนักพิมพ์เรามีงานเขียนที่หลากหลาย ซึ่งทั้งหมดกำลังเติบโต และ 5 ปีต่อจากนี้เราจะใช้จัดการการเติบโตที่ว่านั้น

ลี: ยิ่งสำนักพิมพ์โต คุณยิ่งจ่ายเงินค่าแอดวานซ์ก้อนโตด้วยหรือไม่

ฟิโอนา แม็คเคร: แน่นอน เพิ่มขึ้น เราระดมเงินเข้ามาเพื่อเพิ่มค่าแอดวานซ์และทำให้สามารถแข่งขันได้ แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่าเรายังคงเป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่ไม่แสวงกำไร และเราก็ดึงดูดผู้คนที่เข้าใจคุณค่าของสำนักพิมพ์อิสระในแวดวงวรรณกรรมนี้

ลี: สำนักพิมพ์เล็กๆ อย่างของคุณ และ Norton, Coffee House หรือ Grove และอื่นๆ มีบทบาทในวัฒนธรรมนี้มากขึ้นหรือไม่ในปัจจุบัน (ปี 2014) เมื่อสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ 5 แห่งเป็นผู้จัดพิมพ์หนังสือร้อยละ 80 ในอเมริกา

ฟิโอนา แม็คเคร: ฉันคิดเช่นนั้น คุณค่าของสำนักพิมพ์อิสระอย่างเราๆ ก็คือ หนังสือจะสามารถเพิ่มอะไรลงไปในวัฒนธรรมของเราได้บ้าง มันเรียบง่ายมาก คนที่ไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือของเกรย์วูล์ฟเลยตลอดชีวิตก็คงไม่ล้มลงแล้วขาดใจตาย แต่เขาก็คงขาดอะไรไปบางอย่าง หนังสือของเราเติมเต็มผู้อ่าน หนังสือที่ดีล้วนเป็นเช่นนั้น ฉันเชื่ออย่างนั้นจริงๆ และฉันก็คิดว่าวัฒนธรรมหนึ่งๆ มีหน้าที่จะต้องฟูมฟักความสามารถอันนั้น เพียงแค่การสนับสนุนสำนักพิมพ์อิสระอย่างพวกเราก็ช่วยได้มากแล้ว

ในแต่ละสัปดาห์ คุณอาจเห็นสำนักพิมพ์ใหญ่ตีพิมพ์หนังสือดีๆ ออกมา ฉันไม่อยากวิจารณ์สำนักพิมพ์ใหญ่ซึ่งมีบรรณาธิการเก่งๆ และหนังสือดีมากมาย แต่ฉันคิดว่าในบริบทนี้ พวกเขาทำงานท่ามกลางความตึงเครียดทางธุรกิจที่ผิดๆ หรืออย่างน้อยก็คือ การพุ่งเป้าไปที่การขายหรือตัวเลขเศรษฐกิจก็อาจไม่ใช่ตัวนำไปสู่บทสนทนาทางวรรณกรรมที่น่าสนใจ หรือสร้างอะไรใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมาในแวดวง สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ มักไม่ตีพิมพ์กวีนิพนธ์ เว้นแต่งานชิ้นนั้นได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว และพวกเขายิ่งไม่สนใจความเรียงหรืองานลูกผสมที่อยู่กึ่งกลางระหว่างงานประเภทใดประเภทหนึ่ง หรืองานที่ล้อเล่นกับขนบ งานแปล เรื่องสั้น บทวิจารณ์ เราสามารถพิมพ์สิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด แต่บางคนซึ่งต้องการทำยอดให้ถึงเป้าหมายการเงินแต่ละปีจะไม่สามารถเข้าไปสู่พื้นที่วรรณกรรมที่ว่านั้นได้

ลี: ในทัศนะของคุณ สำนักพิมพ์ใหญ่ยักษ์มักจะติดอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

ฟิโอนา แม็คเคร: ใช่ พวกเขาสนใจความปลอดภัยในแง่มุมหนึ่ง แต่ในมุมอื่นๆ ก็ไม่ สำนักพิมพ์ใหญ่อาจยอมลงทุน 2 ล้านเหรียญเพื่อนิยายเล่มใหม่ นั่นก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง ในจุดหนึ่ง สำนักพิมพ์อย่างเรามีความเสี่ยงค่อนข้างน้อยกว่าในการพิมพ์รวมบทความซึ่งอาจขายได้เพียง 5,000 เล่ม แต่นั่นหมายถึงว่าฉันไม่ได้จ่ายค่าแอดวานซ์มากเกินไปด้วยนะ

สำนักพิมพ์ใหญ่กับสำนักพิมพ์เล็กมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน และทำงานกับนักเขียนที่แตกต่างกัน ในสำนักพิมพ์อเมริกันขนาดใหญ่ นักเขียนที่ขายงานได้ 10,000-15,000 เล่ม อาจไม่ใช่คนสำคัญของสำนักพิมพ์ แต่ในสำนักพิมพ์อิสระเล็กๆ นักเขียนคนนั้นอาจเป็นดาวจรัสแสง เป็นความสำเร็จ และเขาก็อาจอยู่รอดได้ในบริบทนั้น การพิมพ์งานของเขาอาจส่งผลใหญ่หลวงในภายภาคหน้า และในที่สุดเขาก็อาจได้รับรางวัลหรือไม่ก็ประสบความสำเร็จในทางอื่น เช่นเดียวกัน หากคุณในฐานะนักเขียนต้องการขายงานให้ได้ 150,000 ฉบับ คุณก็ไม่ควรมาที่เกรย์วูล์ฟ ฉันก็คงยินดีที่จะได้ขาย 150,000 เล่ม และฉันก็ไม่คิดว่ามันจะเหนือความสามารถของเรา แต่เรายังไม่พร้อมกับกิจกรรมที่ใหญ่ขนาดนั้น เราไม่สามารถจัดทัวร์ 30 เมืองให้กับคุณ ไม่มีงานโฆษณาขนาดใหญ่ เหมือนกันกับที่สำนักพิมพ์ใหญ่เองก็ไม่พร้อมรับการอุปการะหนังสือที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและจัดหมวดหมู่ได้ยาก แต่อย่างน้อยมันก็ควรได้เจอผู้อ่านของมัน

ลี: คุณได้อ่านงานเขียนของจอร์จ แพ็คเกอร์เกี่ยวกับ Amazon ใน The New Yorker ไหม

ฟิโอนา แม็คเคร:  อ่าน ฉันเห็นด้วยกับเขาเกือบทั้งหมดเลย บทความอธิบายความตลกขบขันของวงการสิ่งพิมพ์ได้สมบูรณ์แบบ เจ้านายเก่าของฉันในลอนดอนเคยบอกว่า สองส่วนสามของการพิมพ์หนังสือคือความล้มเหลว ฉันเห็นด้วย นั่นป็นธรรมชาติของธุรกิจนี้ แต่วงการสิ่งพิมพ์ก็ยังรู้สึกดึงดูดต่อสถานการณ์เช่นนั้น ซึ่งหมายถึง ผู้คนที่ต้องการให้มันเป็นสัดส่วนความสำเร็จแบบสองส่วนสาม

มีอุปสรรคมากมายที่ขวางไม่ให้หนังสือเล่มหนึ่งประสบความสำเร็จ แต่หากหนังสือจะประสบความสำเร็จ มันก็จะสำเร็จจนได้ แม้จะมีอุปสรรคมากมาย อุปสรรคในยุคหนึ่งอาจมาจากการที่ผู้คนติดโทรทัศน์มากกว่าอ่านหนังสือ อุปสรรคในอีกยุคอาจเป็นเพราะว่าพวกเขาชอบเล่มคอมพิวเตอร์มากกว่าอ่านหนังสือ ในครั้งหนึ่งมันก็เป็นเพราะผู้คนชอบปั่นจักรยานมากกว่าอ่านหนังสือ มันจึงไม่มีประโยชน์อะไร ทั้งในฐานะนักเขียนหรือสำนักพิมพ์ที่จะไปพูดถึงอุปสรรคเหล่านั้น เราน่าจะใช้พลังงานไปกับเรื่องที่เหมาะสมกว่านั้น เราอาจรู้สึกสิ้นหวังหรือเหนื่อยล้าจากอุตสาหกรรมนี้ในบางครั้ง แต่มันก็ดีกว่าหากเราจะหาวิธีการที่ทำให้อีบุ๊คหรือทวิตเตอร์หรืออะไรทำนองนั้นสามารถช่วยให้เราเข้าถึงผู้อ่านกลุ่มใหม่ๆ ได้ แทนที่จะปฏิบัติกับโซเชียลมีเดียราวกับมันเป็นศัตรูของโลกวรรณกรรม งานกิจกรรมสำหรับนักเขียนหน้าใหม่ที่ A Public Space เมื่อคืนนี้จัดขึ้นได้ก็เพราะเราโพสต์ลงในเฟสบุ๊คและทวิตเตอร์ ไม่ต้องพิมพ์ใส่กระดาษสักแผ่น แต่ผู้คนก็มา และคนเหล่านี้ก็คือคนที่ได้รับข้อมูล พวกเขารู้ว่าเราเป็นใครและพิมพ์หนังสืออะไร พวกเขาคือกลุ่มผู้อ่านที่ตรงเป้าหมาย การใช้ทวิตเตอร์ทำให้เราเจอคนที่ถูกต้องในเวลาเพียงไม่กี่นาที

ลี: เวลาเช่นนี้เป็นเวลาที่เหมาะเจาะสำหรับการเป็นสำนักพิมพ์อิสระใช่หรือไม่

ฟิโอนา แม็คเคร: ยังมีโอกาสสำหรับสำนักพิมพ์อิสระขนาดเล็กและขนาดกลางอย่างพวกเรา และมีโอกาสสำหรับนักเขียนดีๆ ด้วย แน่นอนว่ามันยากลำบาก แต่ด้วยการไขว่คว้าและตีพิมพ์หนังสือดีๆ ออกมา เราก็จะสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ มันเกิดขึ้นจริง ใครบางคนปิดโทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์ของพวกเขา แล้วเริ่มอ่านหนังสือที่คุณตีพิมพ์ และบางครั้งพวกเขาก็หลงรักสิ่งที่พวกเขาได้อ่านนั้นด้วย

ที่มา: guernicamag.com

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
Filed under: Features

by

Khing Amatyakul

ณัฐกานต์ อมาตยกุล อดีตเด็กฝึกงานเวย์ ปัจจุบันเขียนงานในกลุ่มสารคดีอิสระสายลมและดูแลสำนักพิมพ์เล็กๆ ชื่อไจไจบุ๊คส์ khunning.wordpress.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *