Features
Leave a comment

หนังสือ “อ่านยาก” ยอดเยี่ยมจริงหรือ ?

“Finnegans Wake” “Infinite Jest” และ “House of Leaves” เหล่านี้คือชื่อวรรณกรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในลิสต์หนังสือ “อ่านยาก” ของเกือบทุกสำนัก ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือดี ควรค่าแก่การอ่าน และมักจะมาพร้อมกับคำเตือนว่าไม่เหมาะสำหรับนักอ่านสมัครเล่น

แต่การที่เรามองว่าหนังสืออ่านยากที่ได้รับการยกย่องจากบรรดานักวิจารณ์และอาจารย์วรรณคดีว่าเป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมนั้นเกินกว่าเหตุไปหรือเปล่า บางทีหนังสือเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นอะไรมากเกินกว่าการร้อยเรียงตัวอักษรอย่างไร้เหตุผลเพื่อสร้างความสับสนงงงวยแก่ผู้อ่านเท่านั้น ล่าสุด The New York Times ได้นำประเด็นนี้มาให้นักเขียนสองคนถกกัน ทั้งสองมีวิธีคิดที่น่าสนใจและแตกต่างกันออกไป มาลองดูว่าเขาคิดยังไงกัน

Zoë Heller (“Everything You Know,” “Notes on a Scandal,” “The Believers”)

Bookends-Zoe-Heller-tmagSF

Illustration by R. Kikuo Johnson

ที่โรงเรียน เราถูกสอนให้เข้าหาวรรณกรรมยากๆ ด้วยความนอบน้อม เมื่อเราเจอคำที่เราไม่เข้าใจ หรือย่อหน้าที่คดเคี้ยวแบบอ่านตามไม่ทัน เราจะถูกผลักดันให้ลังเลก่อนจะยกมือยอมแพ้และติเตียนว่าภาษาที่ใช้นั้นจงใจให้คลุมเครือ เราได้รับการบอกกล่าวให้วางใจว่านักเขียนนั้นมีอะไรน่าสนใจจะพูดเสมอ และหากเรามีมานะมากพอเราก็จะสามารถเอาชนะภาษาของพวกเขาให้เผยความหมายออกมาได้

นี่เป็นข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ถ้าไม่มีคำแนะนำนี้วัยรุ่นหลายคนคงหยุดอ่าน “As I Lay Dying” กลางคัน หรือไม่งั้นก็ไม่สามารถอ่านกลอนของ Jorie Graham จนจบได้ โดยปกติแล้ว ไม่ใช่วรรณกรรมท้าทายและซับซ้อนทุกชิ้นที่จะมอบรางวัลให้กับความพยายามของเรา นักเขียนบางคนสร้างประโยคซับซ้อนอ่านยากขึ้นมาเพราะเขาไม่มีทักษะพอที่จะสร้างประโยคที่ง่ายกว่านั้น บางคนใช้ศัพท์สูงเพื่อจะโชว์ว่าตัวเองรู้ นักอ่านที่สรุปว่าร้อยแก้วที่ยากจะเข้าใจนั้นเป็นงานเขียนที่ฉลาด หรือสรุปว่ามีความสัมพันธ์ที่เชื่อถือได้ระหว่างความคลุมเครือและความลึกซึ้ง จะเสียเวลาให้กับงานเขียนที่ไม่ควรค่าอย่างแน่นอน คนๆ นั้นยังมีแนวโน้มจะให้ค่ากับงานที่ทำให้เขาสับสน เพราะกลัวว่าหากสารภาพถึงความมึนงงของตัวเองแล้วจะถูกเผยให้รู้ว่าเป็นคนโง่เง่า (สมัยที่ฉันเป็นนักศึกษา ฉันยอมตายแทนที่จะยอมรับว่ามีประโยคที่เต็มไปด้วยคำที่ไม่มีความหมายใน “The Political Unconscious” ของ Fredric Jameson ที่ฉันเข้าใจน้อยแค่ไหน)

ยังไงซะ ฉันไม่เห็นว่าปฏิกิริยาการเคารพนับถือความฉลาดแบบจอมปลอมเป็นปัญหาที่แพร่ระบาดในสังคมร่วมสมัย ตรงกันข้าม ในยุคที่คนมีความสามารถในการจดจ่อบกพร่องอย่างนี้ เราดูไม่มีแนวโน้มจะให้ค่าความซับซ้อน แต่กลับเป็นไม่อ่านมันเสียเลยมากกว่า (พันธกิจของรางวัล Baileys ระบุว่า “ความเข้าถึงได้” เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของนวนิยายที่จะมอบรางวัลให้) เราชอบคิดว่าเราอยู่ในโลกฉลองพระองค์ใหม่ของจักรพรรดิ เต็มไปด้วยคนเสแสร้งคอยสรรเสริญของปลอมที่ดูเหนือชั้นอย่างฟุ่มเฟือย แต่ที่จริงเราอยู่ในโลกองุ่นเปรี้ยว เต็มไปด้วยผู้คนที่คิดว่าสิ่งที่เขาไม่สามารถหรือไม่อยากพยายามเข้าถึงนั้นเป็นสิ่งไร้ค่า

Leslie Jamison (“The Empathy Exams,” “The Gin Closet”)

jamison-bookends-master315

Illustration by R. Kikuo Johnson

มีหลายทางที่จะเข้าใจผิดว่า “ความเข้าถึงไม่ได้” คือความยอดเยี่ยม มันเหมือนการอยากเป็นคนรักของคนที่ไม่ได้ต้องการคุณ เป็นเหมือนคำกล่าวของ Groucho Marx ที่ว่า “คุณไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรที่ยอมให้คุณเป็นสมาชิก กลับกันคุณบูชาสโมสรที่ไม่ยอมรับคุณเป็นสมาชิก”

แต่มันก็มีความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างความยากและความยอดเยี่ยม ความยากในฐานะการถอดรหัสของความซับซ้อน ความยากในฐานะผลลัพธ์ของผลพลอยได้จากการสร้างสิ่งใหม่ แทนที่จะเป็นสิ่งที่ต้องไล่ตาม ฉันไม่ได้รักหนังสือ “Infinite Jest” ของ David Foster Wallace เพราะมันยาก แต่ฉันรักมันเพราะมันแสดงให้เห็นทัศนะอันซับซ้อนของความใกล้ชิดและการทำลายตัวเองที่ก่อตัวอยู่ในหัวใจที่กระเพื่อมไหว เส้นเรื่องของมันไม่อาจดำรงอยู่ในสภาพที่ถูกทำให้อ่านง่ายได้

บ่อยครั้งความยากกลายเป็นเครื่องจักรที่สร้างความใกล้ชิดระหว่างหนังสือและผู้อ่าน การใช้ความพยายามและความตั้งใจเป็นอันมากนั้นกลายเป็นเหมือนกาวชนิดหนึ่ง ฉันไม่ชอบให้ค่าสิ่งที่เข้าถึงไม่ได้อย่างไม่คิด แต่ฉันซาบซึ้งที่มันบังคับให้เราต้องพยายาม ระยะเวลาและความเข้มข้นระหว่างกระบวนการนั้น เมื่อเราอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ต้องใช้ความพยายามแบบนั้น เมื่อการอ่านกลายเป็นกริยาแห่งความเข้มงวดและตระหนักรู้ในตัวเอง แทนที่จะเป็นสิ่งที่ไม่ต้องพยายามและมองผ่านได้ง่าย เมื่อนั้น เราจะได้สร้างความทรงจำร่วมกับสิ่งที่เรามอบตัวเองให้ ความทรงจำที่สลักตัวเองไว้ในเราผ่านแรงเสียดทานจากความยากของมัน

 

ที่มา & ภาพ : The New York Times

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
Filed under: Features

by

Via Suksantinunt

นักอ่านอิสระ มีผลงานเรื่องสั้นตีพิมพ์ในหนังสือ สะกด 3 (สำนักหนังสือไต้ฝุ่น) + เป็นบรรณาธิการต้นฉบับวรรณกรรมแปลชื่อ ซัม: สี่สิบเรื่องเล่าหลังความตาย (ไจไจบุ๊คส์)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *