Lists
comments 5

5 เล่มที่เปลี่ยนโลก

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2558 เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์หัวอังกฤษ The Guardian ได้เชิญนักเขียน 10 คนมาเล่าถึงหนังสือที่แต่ละคนคิดว่าสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกคนละ 1 เล่ม โดยนักเขียนแต่ละคนนั้นมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ทัศนคติ ทำให้เราได้เห็นหนังสือที่แตกต่างกันออกไป  แต่ด้วยเวลาและกำลังที่จำกัด Papercuts เลยขอเลือกเอามาเพียง 5 เล่ม ที่มีความโดดเด่นมาฝากผู้อ่านทุกคน มาดูกันว่ามีหนังสือเล่มไหนบ้าง

 

The Second Sex – Simone de Beauvoir
เลือกโดย Helen Lewis

simone

หนังสือปรัชญาที่ตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดของแนวคิดสตรีนิยมที่ว่า “การเป็นผู้หญิงนั้นหมายความว่าอย่างไร” ในเล่มนี้ De Beauvoir อภิปรายเรื่องเพศสภาวะ รวมไปถึงการเป็นหญิงรักหญิง และการแต่งตัวข้ามเพศ เธอปฏิเสธแนวคิดที่ยึดติดกับความแตกต่างทางชีววิทยา เธอว่าผู้หญิงนั้นเป็นมากกว่ามดลูก และตรวจสอบคุณสมบัติของความเป็นหญิงอย่างละเอียดจนทำให้ได้ผลลัพธ์เป็นวลีโด่งดังที่ว่า “คนไม่ได้เกิด – หากแต่กลาย – เป็นผู้หญิง” (One is not born, but rather becomes, a woman.) De Beauvoir ตั้งข้อสังเกตว่าผู้หญิงนั้นถูกมองว่าเป็นคนอื่น (the Other) เป็นข้อยกเว้น เป็นความแปลกประหลาด ซึ่งส่งผลให้ผู้ชายเป็นรูปแบบมาตรฐานของความเป็นมนุษย์ เธอเปรียบความกดขี่ที่ผู้หญิงได้รับว่าเป็นแบบเดียวกับของชาวยิว คนผิวดำในสหรัฐอเมริกา ชนชั้นกรรมาชีพ และชาติที่ตกอยู่ในอาณานิคม แต่เธอก็สรุปว่าการเหยียดเพศนั้นเป็นพลังที่มีความพิเศษ เพราะผู้หญิงนั้นอาศัยอยู่กับ- กระทั่งรัก- คนที่กดขี่พวกเขา

ด้วยขอบเขตและพลังของหนังสือ  The Second Sex กลายเป็นหนังสือยอดนิยมในชั่วอึดใจ หนังสือขายได้ 22,000 เล่มภายในอาทิตย์ที่วางขายในปารีส ปี 1949 หลังจากนั้นเมื่อได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษก็กลายเป็นหนังสือขายดีที่อเมริกา นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้สนับสนุนสิทธิสตรี อาทิ Betty Friedan, Judith Butler และ Audre Lorde อย่างไรก็ดีในรีวิวหนังสือฉบับแปลชิ้นหนึ่งในปี 2010 Francine du Plessix Gray วิพากษ์วิจารณ์ De Beauvoir ว่ามี “ความมุ่งร้ายหวาดระแวงต่อสถาบันการสมรส และความเป็นแม่… [ที่] สุดโต่งเสียจนบางทีก็ดูน่าขัน” ผู้สนับสนุนสิทธิสตรียุคใหม่มีท่าทีที่ชอบตัดสินผู้หญิงที่มีลักษณะการแต่งตัวหรือการกระทำที่มีภาพลักษณ์แบบผู้หญิง เช่น รองเท้าส้นสูง “อันบอบบาง” ที่ “ทำให้เธอไร้ความสามารถ” น้อยลง ถึงอย่างไร De Beauvoir ก็ทราบดีถึงความขัดแย้งและความซับซ้อนต่างๆ ของฐานะตัวเอง ดังจะเห็นได้จากการคำคมที่เธอหยิบยืมมาจากบทละครของคนรัก Jean-Paul Sartre เพื่อแนะนำเข้าสู่หนังสือเล่มที่สองของเธอว่า: “ครึ่งเหยื่อ ครึ่งผู้สมรู้ร่วมคิด เฉกเช่นคนอื่นๆ ทุกคน”​ (Half victims, half accomplices, like everyone else.)

 

The Analects – ขงจื่อ
เลือกโดย Xiaolu Guo

analects

หนังสือที่ตีพิมพ์มากว่า 2,400 ปีเล่มนี้ พูดถึงเรื่องราวที่เข้าถึงได้ง่ายอย่างลำดับของสิ่งต่างๆ ในชีวิตมนุษย์อย่าง ความซื่อสัตย์ต่อครอบครัว หลักคุณธรรม ลำดับชั้นทางสังคม และการเมือง หนังสือนำเสนอข้อเขียนว่าด้วยคุณสมบัติของคนดี (noble man) และกฎสำหรับการบริหารสังคมให้เป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งเป็นกฎที่รับกับกฎการปกครองแบบเผด็จการ คำกล่าวอย่าง “เมื่อพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ บุตรจะต้องไม่ออกไปเสี่ยงภัยในต่างแดนไกลโพ้น หากเขาไปต่างแดน เขาก็ต้องมีที่อยู่อาศัยตายตัว” ได้สร้างระบบค่านิยมแบบจีนและเสริมระบบศักดินาที่มีอายุยาวนานเป็นพันปี

นอกจากนี้ แม้ในอดีตจะมีนักคิดมากมายนอกเหนือจากขงจื่อ แต่คำสอนของขงจื่อนั้นกลับได้รับความนิยมในหมู่ผู้ปกครองและถูกใช้โดยจักรพรรดิทุกพระองค์และผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ตลอดประวัติศาสตร์จีน ด้วยว่าผู้ปกครองเหล่านั้นมักจะนำคำสอนมาใช้ยืนยันสิทธิ์ในการปกครองของตน อย่างไรก็ดีใช่ว่าหนังสือเล่มนี้จะคร่ำครึ เพราะเนื้อหาของมันนั้นสามารถทำให้ผู้อ่านรุ่นใหม่ แม้กระทั่งผู้อ่านชาวตะวันตก ได้ข้อคิดเกี่ยวกับวิธีการใช้ชีวิต ดังที่ขงจื่อได้กล่าวไว้ว่า “ฉันไม่ห่วงว่าจะไม่มีที่ทาง แต่ห่วงว่าจะอยู่ในที่เดียวได้อย่างไร ฉันไม่ห่วงว่าฉันจะไม่เป็นที่รู้จัก ฉันหวังจะมีค่าพอให้รู้จัก”

 

The Origin of Species – Charles Darwin
เลือกโดย Rebecca Stott

origin

Darwin ไม่ใช่คนแรกที่เสนอว่าสปีชีส์กลายพันธุ์ผ่านกาลเวลา แนวคิดเรื่องการวิวัฒนาการนั้นมีมาแต่ไหนแต่ไรตั้งแต่ยุคกรีกโบราณแล้ว อย่างไรก็ดี Darwin (และ Alfred Russel Wallace) เป็นคนคิดว่าการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) เป็นกลไกที่ทำให้การวิวัฒนาการเป็นไปได้ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เขียนอย่างมีเหตุผล มีหลักการ เป็นการเสนอข้อโต้แย้งเพียงหนึ่งข้อที่สร้างขึ้นจากการสังเกตสิ่งธรรมดารอบตัว ซึ่งการทำแบบนี้สามารถดึงดูดความสนใจและทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย Darwin ขอให้เรานึกถึงผึ้ง นกพิราบ หนอน และแนวพุ่มไม้ ให้เรามองไปรอบๆ และตัดสินด้วยตาของเราเอง

ไม่เพียงแต่นักสัตววิทยา หรือนักชีววิทยาที่นำเอาข้อเสนอของ Darwin มาพัฒนาต่อ หากแต่นักทฤษฏีการเมือง นักสังคมวิทยา นักมานุษยวิทยา และนักปรัชญาก็ได้รับผลกระทบจากแนวคิดของเขาด้วย โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการแข่งขันเพื่อการอยู่รอด ยกตัวอย่าง หนังสือ The Communist Manifesto ที่เปิดมาด้วยวลี “ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบันของสังคมที่มีอยู่นี้ เป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น” หรือแม้แต่หนังสือสำหรับเด็กอย่าง Alice’s Adventures in Wonderland ที่สำรวจสุขนาฏกรรมในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับญาติสัตว์ของพวกเขา

หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนวิธีการคิดเกี่ยวกับโลก มันแสดงให้เห็นว่าความหลากหลายของโลกธรรมชาตินั้นสามารถอธิบายได้โดยไม่ต้องกลับไปพูดถึงเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่เสนอว่ามันเกิดขึ้นด้วยการปะทะกันโดยบังเอิญ และการเปลี่ยนแปลงตลอดหลายพันล้านปี มันทำให้เราเห็นว่าโลกไม่ได้ถูกโปรแกรมให้พัฒนาขึ้น สปีชีส์ที่โตเกินตัวเสี่ยงที่จะสูญพันธ์ ไม่ใช่เพราะมันโดนลงโทษ แต่เพราะมันกำลังทำให้ตัวเองไม่เหมาะสม (unfit) เป็นการทำลายวิธีการที่จะทำให้ตัวเองอยู่รอด

 

The Interpretation of Dreams – Sigmund Freud
เลือกโดย Darian Leader

interpretation

หากจะสรุปว่าแก่นแนวคิดหลักที่หนังสือเล่มนี้ต้องการนำเสนอคือ “ความฝันหนึ่งคือการเติมเต็มความประสงค์หนึ่ง” นั้น ก็คงจะเป็นการย่นย่อเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จนเกินเหตุ เพราะ Freud ได้แยกให้เห็นความแตกต่างระหว่างความประสงค์ (wish) และความปรารถนา (desire) ความฝันหนึ่งนั้นสามารถพูดถึงความประสงค์หนึ่งได้ เช่น ความประสงค์ที่จะสอบผ่าน แต่ในขณะเดียวกันความปรารถนาที่อยู่ในจิตไร้สำนึกนั้นจะกระทำอย่างคนโบกรถ คือแอบบรรทุกไปในความประสงค์เพื่อเข้าไปสู่ความฝัน เราอาจสอบผ่านหรือตกก็ได้ แต่ร่องรอยของความปรารถนาจะปรากฏให้เห็นในรายละเอียดของห้องที่เราอยู่ เนคไทที่ผู้คุมสอบผูก เสียงที่เราได้ยิน สิ่งที่ดูเหมือนว่าไม่สำคัญเหล่านี้อนุญาตให้เราติดตามข้อมูลไร้สำนึกได้

Freud แสดงให้เห็นถึงจุดศูนย์กลางของเพศสภาวะและความรุนแรงในชีวิตด้านจิตใจของเรา นักเขียนและกวีต่างรู้สึกถึงด้านมืดต่างๆ ในจิตที่น่ารำคาญใจมาตลอด ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็มาแสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ถูกเข้ารหัสไว้อย่างไร มันเข้าสู่กระบวนการการบิดเบือนและเซนเซอร์อย่างไร และมันถูกสร้างและทำให้เป็นรูปเป็นร่างด้วยภาษาได้อย่างไร รายละเอียดของบทที่ 7 อันโด่งดังที่ว่าด้วยจิตวิทยาของกระบวนการการฝันนั้นหาที่ใดเปรียบไม่ได้ และการอภิปรายที่ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างการรับรู้และความตระหนักรู้นั้นก็ยังทำให้ข้อเขียนเกี่ยวกับประสาทวิทยาหลายชิ้นในยุคนี้ชิดซ้าย

อย่างไรก็ดี Freud เห็นถึงความอันตรายที่หนังสือเล่มนี้อาจก่อให้เกิดได้ งานเขียนชิ้นต่อๆ มาของเขาที่ว่าด้วยความฝันจึงเป็นความพยายามที่จะแก้ไขสิ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ การค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่นั้นไม่ช่วยอะไร ดังที่เขาเขียนไว้ในปี 1899 ว่า ความฝันนั้นมีจุดกึ่งกลาง จุดที่ไม่สามารถจะตีความได้ ที่ที่ความหมายเป็นสิ่งล้มเหลว หนังสือเล่มนี้จึงเปิดโลกใหม่สองโลกให้กับคนรุ่นต่อมา: โลกแห่งความหมายที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักวิเคราะห์ยุคแรก และโลกแห่งความไร้ความหมายที่จำเป็นสำหรับภูมิทัศน์แห่งปัญญาของศตวรรษที่ 20 และต่อไป

 

The Communist Manifesto – Friedrich Engels และ Karl Marx
เลือกโดย Paul Mason

communist

หนังสือเล่มนี้มิได้เป็นภาพน่ากลัวที่เล่าถึงเพียงการปฏิวัติของชนชั้นแรงงาน คนงานในโรงงานที่แมนเชสเตอร์ก่อการกบฏมาแล้วกว่า 30 ปีก่อนที่ Manifesto จะตีพิมพ์เสียอีก มันสร้างเหตุการณ์เชิงการเมืองให้เห็นเป็นลางว่า ความไม่สงบของชนชั้นกรรมกรที่เกิดขึ้นนั้นจะดึงตัวเองออกจากมายาคติของยุคต้นศตวรรษที่ 19 (แบบรีพับลิกัน โซเชียลลิสม์) และรับเอาแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์มาใช้แทน ลัทธิคอมมิวนิสต์สำหรับชาวเยอรมันนิยมซ้ายรุ่นเดียวกับ Marx นั้น หมายถึงสังคมไร้ชนชั้นที่ตั้งอยู่บนความอุดมสมบูรณ์ Marx และ Engels ได้รับวัตถุประสงค์นี้มาจากกลุ่มปัญญาชนนิยมซ้ายและไม่นับถือพระเจ้าในช่วงปี 1830 อย่างไรก็ดี เมื่อ Engels มาถึงแมนเชสเตอร์ในปี 1842 พวกเขาก็เข้าใจพวกกรรมมาชีพในแวดวงอุตสาหรกรรมว่าเป็นพลังทางสังคมเดียวที่จะช่วยให้บรรลุจุดประสงค์นั้นได้

แต่อย่าเพิ่งเข้าใจไปว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชนชั้นกรรมาชีพ ส่วนแรกทั้งหมดของหนังสือนั้นเป็นบทยกย่องระบบทุนนิยม ซึ่งเล่นบทปฏิวัติโดยการแทนที่ความพยายามอันยิบย่อยและไม่เป็นทางการเพื่อเข้าหาตลาดเศรษฐกิจด้วยความพยายามที่บริสุทธิ์ ไม่เพียงแค่นั้น มันยังกล่าวสรรเสริญชนชั้นกระฎุมพีอีกด้วย

The Manifesto ตีพิมพ์ไม่กี่อาทิตย์ก่อนเกิดการปฏิวัติปี 1848 ในประเทศฝรั่งเศส มันถูกส่งผ่านปารีสไปยังเยอรมัน ที่ซึ่งการปฏิวัติอย่างเต็มรูปแบบเกิดขึ้นทันทีทันใด ที่นี่ กลุ่มคอมมิวนิสต์ขนาดย่อมที่มีคนงานมีฝีมือและนักศึกษาหัวรุนแรงเข้าร่วมฝ่ายกับพวกเดโมแครตส์หัวรุนแรงเพื่อต่อต้านราชวงศ์และชนชั้นกระฎุมพี

 

ที่มา: The Guardian
ภาพ: Seattle Era Rally August 27, 1977

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
Filed under: Lists

by

Via Suksantinunt

นักอ่านอิสระ มีผลงานเรื่องสั้นตีพิมพ์ในหนังสือ สะกด 3 (สำนักหนังสือไต้ฝุ่น) + เป็นบรรณาธิการต้นฉบับวรรณกรรมแปลชื่อ ซัม: สี่สิบเรื่องเล่าหลังความตาย (ไจไจบุ๊คส์)

5 Comments

  1. ming says

    มีเล่มไหนแปลไทยแล้วบ้างคะ

    • papercuts
      papercuts says

      สวัสดีค่ะ หนัังสือเล่มที่แปลแล้วจะมี

      1. หลุนอี่ว์: ขงจื่อสนทนา (The Analects of Confucius) แปลโดย รศ.ดร.สุวรรณา สถาอานันท์
      เล่มนี้เคยอ่านแล้ว คิดว่าเป็นฉบับแปลที่สมบูรณ์มากเลยค่ะ

      2. กำเนิดสปีชีส์ (The Origin of Species) แปลโดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ และคณะ

      3. แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)ไม่ทราบชื่อผู้แปล ทราบแต่ว่าเป็นของสำนักพิมพ์นกฮูก

      สองเล่มแรกหาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำเลยค่ะ ส่วนเล่มสุดท้ายไม่แน่ใจว่ามีไหมเพราะพิมพ์ออกมานานมากแล้ว อาจต้องลองสอบถามตามร้านหนังสือเก่านะคะ 🙂

  2. Prim Malikul says

    ชอบทุกเล่ม โดยเฉพาะสองเล่มแรก
    ได้มีโอกาสอ่านแค่ The Analects จนจบเล่ม ประทับใจมาก แต่กว่าจะเข้าใจต้องใช้เวลาอ่านหลายรอบเลย

    • papercuts
      papercuts says

      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ ดีใจที่ได้เจอคนชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน 🙂

  3. Thawat says

    เคยอ่าน กำเนิดสปีชีส์ แล้ว
    อ่านยาก (ให้ติดอันดับส่วนตัว ในตำแหน่งอ่านยากประจำปีเลย)

    แต่ดีมาก ๆ อยากเชียร์ให้หามาอ่านกันครับ : )

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *