Features
Leave a comment

Jay Rubin เมื่อการแปลเป็นอัตวิสัย

แฟนมูราคามิในโลกภาษาอังกฤษอาจไม่คุ้นชิน เมื่อต้นฉบับแปล Colorless Tsukuru Tazaki and His Years of Pilgrimage ครั้งนี้ ไม่ได้แปลโดย เจย์ รูบิน อย่างเล่มที่แล้วๆ มาอีกต่อไป

คงไม่ใช่เพียงแค่นักอ่านชาวไทยเท่านั้นที่ติดใจสำบัดสำนวนของนักแปลเฉพาะคนซึ่งบ้างก็ว่าไปไกลกว่าสำนวนมูราคามิแล้ว เพราะแม้แต่ในฉบับภาษาอังกฤษ Nikkitha Bakshani ผู้เขียนบทความสัมภาษณ์ใน The Rumpus ก็ตั้งข้อสังเกตในทำนองเดียวกันว่า แม้คนอื่นจะแปลได้ดีพอๆ กันกับรูบิน แต่แฟนมูราคามิในแดนตะวันตกต่างก็เชื่อมโยงกับงานของนักเขียนญี่ปุ่นนามอุโฆษท่านนี้ผ่านรูบินมาโดยตลอด และทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งคำสื่อเสียง โครงสร้างทางไวยากรณ์ และองค์ประกอบเฉพาะที่มีอยู่ในภาษาใดภาษาหนึ่งเท่านั้น ทำให้ผู้แปลมีอิสระเหลือล้น มากเสียจนรูบินถึงกับกล่าวว่า “บ่อยครั้ง ผมคิดว่าตนเองกำลังเกือบเขียนต้นฉบับนิยายขึ้นมาเอง”

แต่ไม่ต้องห่วงว่าสิ่งที่อ่านจะเป็นผลงานที่รูบินกุขึ้นมา เพราะเห็นได้ว่านิยาย The Sun Gods ที่รูบินเขียนขึ้นนั้น ไม่เหมือนกับงานของมูราคามิเลย

นอกจากการแปลงานของมูราคามิ รูบินยังเป็นอาจารย์วิชาภาษาและวรรณคดีญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยแห่งวอชิงตันและฮาร์วาร์ด และแปลผลงานสำคัญอย่าง Rashōmon ของริวโนะซุเกะ อะกุตะงะวะ อีกด้วย

จากการสัมภาษณ์ของ The Rumpus รูบินเล่าว่าตอนแรกเขาก็ตั้งใจจะเรียนเอกภาษาอังกฤษหรือไม่ก็ปรัชญาเมื่อเรียนอยู่ปีสอง แต่พอมาคิดว่าน่าจะลองเรียนอะไรที่ไม่ใช่ของตะวันตกบ้าง เขาจึงเข้าเรียนวิชาภาษาและวรรณคดีญี่ปุ่น ซึ่งวิธีการสอนแบบอ่านตัวบทและแปลไปด้วยของอาจารย์นั้น ทำให้รูบินรู้สึกว่าหากได้อ่านต้นฉบับของจริงจะต้องสนุกกว่าฉบับแปลอย่างแน่นอน จึงมุ่งมั่นเอาดีทางด้านนี้

“ผมตัดสินใจทันทีเลยว่าจะเรียนภาษาญี่ปุ่น ตอนนั้นผมทำงานขายไอศกรีมอยู่ และพกหนังสือภาษาญี่ปุ่นไปด้วย พอถึงช่วงพัก ก็หัดเขียนอักษรญี่ปุ่นลงบนเปลือกกล้วย”

เมื่อพูดถึงการแปล รูบินบอกว่าสมองของเขาทำงานแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อคิดเป็นภาษาญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นหลักๆ แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือการวาดภาพให้นักอ่านเห็น เพราะในฐานะนักแปล “คุณไม่สามารถให้เสียงที่ถูกต้องตรงเผงได้” และหลายสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ก็มักไม่ปรากฏอยู่ในอีกภาษา

“ผมไม่เคยแปลโดยการถอดโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นมา และจัดเรียงใหม่อย่างเป็นกลไกสู่ภาษาอังกฤษเลย สิ่งที่ผมทำคือจับเอาจังหวะและมโนภาพออกมา แล้วจากนั้นก็พยายามเขียนมันออกมาให้ดีที่สุดในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นอัตวิสัยมากๆ”

และแน่นอน รูบินบอกว่าเมื่อเขาเล่าเรื่องนี้ให้ผู้อ่านฟัง คนเหล่านั้นก็ออกจะไม่พอใจ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้อ่านผลงานมูราคามิที่แท้จริง แต่เป็นถ้อยคำที่รูบินเขียนขึ้นใหม่

ในบรรดานวนิยายของมูราคามิ รูบินเริ่มแปล The Wind-Up Bird Chronicle เป็นเรื่องแรก แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็แปลเรื่องสั้นของนักเขียนคนนี้ลงนิตยสารอยู่เรื่อยๆ ก่อนแล้ว

เรื่องที่แปลกก็คือ ในไตรภาค 1Q84 รูบินแปลเพียง 2 เล่มแรก ซึ่งบางครั้งก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องการเลือกใช้คำกับนักแปลคนต่อมา เช่น คำว่า bathroom และ lavatory หรือชื่อตัวละคร Buzz cut หรือ Skinhead แม้จะเป็นส่วนแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ แต่สำหรับนักแปลนั้นรายละเอียดเหล่านี้สำคัญมาก

รูบินบอกว่า ผิดหวังอยู่หน่อยๆ ที่ไม่มีนักอ่านคนใดเดินมาบอกว่า “ฉันชอบงานแปลเล่ม 1 และ 2 ของคุณนะ แต่พอเล่ม 3 มันก็ด้อยลงไปเลย”

เมื่อราวๆ ปี 1988 เขาได้แปล Rashōmon ออกมา เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่า ทำไมต้องมีฉบับแก้ไข กลับไปอ่านฉบับแรกที่แปลแล้วรู้สึกอย่างไร รูบินตอบว่า “น่าอับอาย แปลผิดไปมากขนาดนั้นได้ยังไงนะ” เขาได้เพื่อนผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแนะนำ และทำให้ได้ฉบับแก้ไขที่สมบูรณ์ขึ้นมา

ปัจจุบันรูบินกำลังแปลหนังสือรวมเรื่องสั้นญี่ปุ่นสมัยใหม่  รวมถึงงานของมูราคามิที่ได้แปลเอาไว้สองปีก่อนแต่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ ซึ่งเป็นหนังสือที่มูราคามิเขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์เซจิ โอซาว่า วาทยากรชาวญี่ปุ่น และกำลังจะปล่อยฉบับดิจิตัลพร้อมเพลงที่ถูกเอ่ยถึงในบทสัมภาษณ์ ราวๆ ฤดูใบไม้ร่วง ปี 2016

ที่มา: therumpus.net
ภาพ: The Asahi Shimbun

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
Filed under: Features

by

Khing Amatyakul

ณัฐกานต์ อมาตยกุล

อดีตเด็กฝึกงานเวย์ ปัจจุบันเขียนงานในกลุ่มสารคดีอิสระสายลมและดูแลสำนักพิมพ์เล็กๆ ชื่อไจไจบุ๊คส์

khunning.wordpress.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *