Features
Leave a comment

The Cover Designers ความสร้างสรรค์ของนักออกแบบปกหนังสือ

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในงานเทศกาลหนังสือกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 1 มีงานเสวนาน่าสนใจอย่าง “The Cover Designers ความสร้างสรรค์ของนักออกแบบปกหนังสือ”ซึ่งเชิญนักออกแบบปกหนังสือรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมาแล้วนับพันปกอย่างคุณทองธัช เทพารักษ์ มาสนทนากับคนทำปกรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีผลงานน่าจับตาอย่างคุณกรมัยพล สิริมงคลรุจิกุล หรือเบิ้ม – Wrongdesign โดยมีแสตมป์ – อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ศิลปินหนุ่มสุดร้อนแรง ผู้จบมาจากสายออกแบบและเคยมีหนังสือเป็นของตัวเองมาแล้วเป็นผู้ดำเนินรายการ บทสนทนาตลอดเวลาชั่วโมงครึ่งของนักออกแบบทั้งสองจะเผยความลับหลังปกหนังสือ ทั้งกระบวนการคิดและการทำงาน ตลอดจนคำแนะนำสำหรับนักออกแบบปกให้ผู้ฟังได้ขำและคิดไปพร้อมกัน

ช่วงแรกของการเสวนา คุณทองธัชชี้ให้เห็นถึง “ความยาก” และ “ความท้าทาย” ของการออกแบบฟอนต์หรือรูปแบบตัวอักษรภาษาไทย ที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากกว่าภาษาอังกฤษ อีกทั้งการจัดวางตัวอักษรลงบนปกหนังสือจะต้องคำนึงถึงความเป็นเอกภาพและรูปแบบทางภาษา เช่น การเว้นวรรคหรือการตัดคำ ซึ่งอาจมีผลต่อความหมายได้ ดังนั้น คนทำปกหนังสือต้องมีความรู้ด้านภาษาและเป็นนักอ่านอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ในโลกยุคก่อนการมาถึงของคอมพิวเตอร์และโปรแกรม Photoshop การออกแบบปกอาศัยความเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าที่เราคิด เพราะต้องใช้วิธีถ่ายเอกสารภาพปกแล้วลงสี ขณะที่โรงพิมพ์สมัยก่อนใช้ระบบการพิมพ์ออฟเซ็ต 4 สีพื้นฐาน ทำให้นักออกแบบต้องกำหนดความเข้มของแต่ละสีอย่างแม่นยำ เพื่อให้ภาพปกมีสีและรายละเอียดตรงตามที่ต้องการ คุณทองธัชเล่าว่าถึงกับต้องพกกล้องส่องเหมือนเซียนพระเพื่อตรวจดูเม็ดสีกันเลยทีเดียว (ไม่นับการโดนช่างเพลทประจำโรงพิมพ์แช่งชักหักกระดูกตลอดกระบวนการอันพิถีพิถันนี้)

ส่วนขั้นตอนการทำงานของคุณกรมัยพล ประการแรกคือ ต้อง “อ่าน” หนังสือเสียก่อน นอกจากนี้ การพบปะกับนักเขียนก็มีส่วนช่วยให้เข้าใจและถ่ายทอดแนวคิดในหนังสือเล่มหนาออกมาเป็นหน้าปกหนึ่งเดียวที่ต้องตาต้องใจนักอ่านได้ ธรรมชาติของหนังสืออาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ หนังสือประเภท non-fiction ที่มีเนื้อหาชัดเจนว่าจะเล่าเรื่องอะไร กับหนังสือประเภท fiction ที่เน้นเรื่องจินตนาการและความรู้สึกมากกว่า ว่าแล้วตัวอย่างภาพปกที่กรมัยพลออกแบบก็อวดโฉมบนจอ ทั้งหน้าปกบุ๊คกาซีนอย่าง October ที่เขาใช้สีสันหลากหลายเรียงร้อยกันเพื่อสื่อธีมหลักว่าด้วยประชาธิปไตย หรือใช้ภาพจ่าเฉยเป็นตัวแทนของความยุติธรรมแบบไทยๆ ได้อย่างเจ็บแสบ สำหรับงานออกแบบปกเรื่องแต่ง คุณกรมัยพลทดลองใช้เทคนิคใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์ภาพประกอบ เช่น การใช้น้ำเปล่าในการวาดภาพ หรือไม่ก็หันไปเลือกแบบอักษรที่เข้ากับยุคสมัยตามเนื้อเรื่องในหนังสือ บางกรณี ทางสำนักพิมพ์อาจจะมีภาพประกอบปกมาให้เสร็จสรรพ แต่ก็เป็นโจทย์ยากที่นักออกแบบต้องจัดวางภาพเหล่านั้นลงบนปกอย่าง “ชาญฉลาด” ด้วยเช่นกัน

เมื่อถามถึงทิศทางของกราฟิกดีไซน์ยุคใหม่ คุณทองธัชเห็นว่างานออกแบบปกในปัจจุบันจะต้องใช้ “ความคิด” เป็นหลัก งานศิลปะที่ดีควรเป็นงานที่แสดงทั้ง “ฝีมือ” และ “กึ๋น” ของผู้สร้าง แต่ในบ้านเราเต็มไปด้วยผลงานที่ขายฝีมือเสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย อินเทอร์เน็ตสามารถส่งภาพปกหนังสือจากทั่วทุกมุมโลกถึงบ้านนักออกแบบได้ในพริบตา แบบที่ไม่ต้องเสียเวลาขอดูแคตตาล็อกจากร้านหนังสือเหมือนแต่ก่อน คนทำปกในยุคนี้จึงมีโอกาสเรียนรู้และหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ อยู่เสมอ คุณทองธัชเสริมถึงวงการหนังสือไทยด้วยว่า ไม่เพียงแค่นักออกแบบที่มีความสำคัญ แต่คนขายหนังสือที่รู้จักนำเสนอหนังสือแต่ละเล่ม รวมถึงนักเขียนที่ขายงานของตัวเองเป็นและรู้จักเลือกนักออกแบบปกก็มีบทบาทต่อความเป็นไปของหนังสือเล่มหนึ่งๆ ไม่แพ้กัน ทั้งนี้ นักออกแบบรุ่นเก๋ากล่าวติดตลก (ร้าย) ว่า เวลาหนังสือขายดี คนมักจะยกย่องเนื้อหาข้างใน แต่เวลาหนังสือขายไม่ได้เป็นอันต้องโทษปกทุกที

มาถึงคำถามที่ตอบยากอย่าง “ปกหนังสือที่ดีควรเป็นอย่างไร” คุณกรมัยพลตอบได้อย่างน่าสนใจว่าปกหนังสือมีอยู่เพียง 2 ประเภท นั่นคือปกที่เราชอบกับปกที่เราไม่ชอบ จริงอยู่ที่หน้าปกหนังสือที่ดีควรดึงดูดใจนักอ่าน แต่ท้ายที่สุดแล้ว การวิเคราะห์ว่าอะไรดีหรือไม่ดีอาจจะเป็นเรื่องยากเกินไป เพราะหน้าปกคือการสื่อสารกับคนแต่ละคน แต่ละกลุ่ม ที่เรารู้สึกไม่ชอบก็อาจเป็นเพราะหน้าปกนั้นไม่ได้ “คุย” กับเราก็เป็นได้ หนังสือเป็นสื่อที่ไม่มีเสียง แต่ปกจะช่วยพูดให้เราได้ยินในใจว่า “ช่วยหยิบฉันมาดูหน่อย” ดังนั้น หน้าที่ของนักออกแบบคือการรับผิดชอบต่อเนื้อหา บรรณาธิการ นักเขียน และผู้อ่าน และการสื่อสาร-ส่งเสียงผ่านปก ซึ่งสามารถช่วยชีวิตยอดขายได้อย่างรูปธรรม

ทิ้งท้ายกับคำแนะนำสำหรับนัก (อยาก) ออกแบบปกหนังสือ ข้อแรกคือ “จงลงมือทำมันออกมา!” หมดเวลาสำหรับข้ออ้างแล้ว เพราะตอนนี้มีพื้นที่อวดฝีมือและโอกาสสำหรับทุกคน อีกข้อคือ “จงเป็นนักอ่าน” ตามด้วยการเป็นคน “ซุกซนทางความคิด” ที่คิดนอกกรอบ คิดทุกแง่มุม แต่รู้จัก “เลือก” ใช้ความคิดที่ดีในการทำงาน ปิดท้ายด้วยคุณสมบัติอย่าง “มือบอน” ช่างทดลองอยู่เสมอ – ฟังดูแล้วไม่ได้เป็นเพียงคำแนะนำสำหรับคนทำปกเท่านั้น แต่รวมถึงคนทำงานสร้างสรรค์ทุกประเภท ชนิดที่เราพยักหน้าเห็นด้วยและปรบมือดังๆ ให้พร้อมกับไฟในการทำงานที่กำลังลุกโชน

ภาพ: Bangkok Book Festival 2015

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *