Features
Leave a comment

Authorpreneurship: 4 ขั้นตอน จากนักเขียนสู่นักขาย

อาจมีบางคนร้องยี้ เมื่อชวนนักเขียนมาขายของ

แต่เราอาจจะต้องลืมภาพบรรดานักเขียนผู้จับปากกาและทำหน้าคุมเกมรอเซ็นหนังสือเพียงอย่างเดียวไปสักพัก แล้วลองมาอ่านความคิดเห็นจากนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ ในคอลัมน์เศรษฐกิจ ที่มีต่อวงการหนังสือในฟากตะวันตก ไม่แน่ อาจจะพบความคล้ายคลึงกันกับสถานการณ์วงการหนังสือไทย

แม้ว่านักเขียนหลายคนจะยังไม่ถูกโรคกับการขายอยู่ก็ตาม แต่ในเมื่อกองหนังสือก็ยังต้องถ่ายเทออกจากคลัง สำนักพิมพ์ก็ยังต้องมีสะสมเงินทุนพิมพ์เล่มต่อไป และค่าสายส่งก็ยังคงต้องจ่าย ลองฟังหูไว้หู ดูแนวคิดของนักขายสักหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไร

ดิ อีโคโนมิสต์ ได้เกริ่นแบบฟันธงไปเลยว่า การจะยืนหยัดในฐานะนักเขียนหนังสือทุกวันนี้ อาศัยเพียงแค่ไอเดียที่ปราดเปรื่องหรือลีลาร้อยแก้วไม่ได้อีกแล้ว แต่นักเขียนจะต้องกลายเป็นนักธุรกิจไปในตัว นั่นหมายความว่า เขาหรือเธอจะต้องวางยุทธศาสตร์เกี่ยวกับสร้างแบรนด์และการทำการตลาดให้กับทั้งชื่อตัวเองและหนังสือที่ขาย  ในปัจจุบันการแข่งขันกันเพื่อดึงดูดความสนใจจากนักอ่านและนักวิจารณ์ดุเดือดมากขึ้น ร้านหนังสือที่จะมีพื้นที่วางงานเขียนใหม่ๆ ก็ยิ่งลดจำนวนลง สำนักพิมพ์เริ่มทุ่มเทให้กับหนังสือไม่กี่เล่มเท่านั้นที่คิดว่าน่าจะประสบความสำเร็จ และเมินพวกนักเขียนที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก หรือประเด็นที่คนไม่นิยมอ่าน

แล้วนักเขียนพวกนี้เขากลายเป็นนักขายได้ด้วยวิธีการไหน เราลองมาสรุปให้ 4 วิธี

1. จ้างนักโฆษณา

นักเขียนหลายคนฝันหวานว่าเมื่อตัวเองได้ผลิตงานชิ้นเอกออกมาแล้ว ก็จะได้นั่งพักผ่อนและรอรับค่าลิขสิทธิ์ที่ไหลมาเทมาไม่หยุด แต่ทุกวันนี้ การเขียนหนังสือเป็นแค่อรัมภบทของงานอื่นๆ ที่จะตามมา แม้แต่นักเขียนที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็ยังต้องลงทุนทั้งเวลาและทรัพยากรมากมายเพื่อโปรโมตตัวเอง เมื่อก่อนนักเขียนอาจพึ่งพาแต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่ทางสำนักพิมพ์จัดหามาให้ แต่ปัจจุบันนี้ นักเขียนที่ชาญฉลาดจ้างคนเหล่านั้นด้วยตัวเอง ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นแค่นักเขียนไร้ชื่อเสียงที่เพิ่งเข้ามาในธุรกิจสิ่งพิมพ์ หรือจะเฉิดฉายระดับ เจ.เค. โรลลิ่ง ผู้โด่งดังจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ก็ตาม

2. ตามหาผู้มีอิทธิพล

นักเขียนต้องหัดเกี้ยวพวกผู้มีอิทธิพลซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่ความคิดเห็นของพวกเขาจะส่งผลต่อความสำเร็จของหนังสือเล่มนั้นๆ ไว้บ้าง

ครั้งหนึ่ง กลุ่มนักวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์อาจเป็นผู้ชี้วัดหลักๆ ด้านรสนิยมทางวรรณกรรม แต่ตอนนี้ ในขณะที่หนังสือพิมพ์ซึ่งเปิดพื้นที่ให้กับการวิจารณ์ค่อยๆ ปิดตัวลงไป เจ้าของบล็อกเกอร์หรือผู้รู้ในโลกโซเชียลมีเดียก็เข้ามาแทนที่

ที่สำคัญที่สุดก็คือเหล่าเซเล็บที่จะมาช่วยขายของให้คุณ โอปราห์ วินฟรีย์ เคยทำให้หนังสือต่างๆ พุ่งสู่ลำดับในชาร์ตด้วยการพูดถึงหนังสือเหล่านั้นในรายการโทรทัศน์ของเธอ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เจ้าของเฟซบุ๊ค เองก็กลายเป็นผู้โปรโมตหนังสือคนสำคัญ ที่ทำให้ สตีเว่น พิงเคอร์ นักจิตวิทยา รับทรัพย์จากยอดขายหนังสือที่ชื่อ The Better Angels of Our Nature ไปเหนาะๆ หลังจากที่ซักเคอร์เบิร์กได้บอกต่อผู้ติดตามของเขาในสื่อออนไลน์ว่าเขากำลังอ่านมันอยู่

3. ไต่ชาร์ต

รางวัลวรรณกรรมอย่างพูลิตเซอร์และแมนบุ๊กเกอร์ไพรซ์อาจจะทำให้ยอดขายสูงขึ้นได้ แต่มันก็ไม่ใช่จะชนะกันได้ง่ายๆ

นักเขียนที่เป็นผู้ประกอบการจะมองเห็นว่าการทุ่มเทให้กับเป้าหมายที่ไม่ไกลตัวเกินไปน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่า นั่นคือการไปให้ถึงลำดับเบสเซลเลอร์ ความลับของเรื่องนี้ โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในอันดับของนิวยอร์กไทมส์ ก็คือ มันไม่ได้วัดกันจากยอดขายสุทธิ แต่วัดกันที่ความเร็ว หนังสือเล่มไหนที่ออกไปจากชั้นวางได้ในสัปดาห์แรกก็จะขึ้นไปอยู่ในลิสต์ และลิสต์นั้นก็จะไปกระตุ้นยอดขายให้พวกเขาต่อๆ ไป ยอดหนังสือสั่งจองล่วงหน้าเองก็ถูกนับรวมในยอดขายสัปดาห์แรก เพราะฉะนั้นพวกนักเขียนหัวใสก็จะพยายามให้นักอ่านซื้อหนังสือของพวกเขาก่อนการตีพิมพ์

อีริค รีส ผู้สอนเรื่องการเป็นผู้ประกอบการและนวัตกรรม ได้ใช้วิธีการเปิดรับคำสั่งจองหนังสือเพื่อดึงดูดความสนใจล่วงหน้าถึง 1 ปี ก่อนที่หนังสือเล่มนั้นของเขาที่ชื่อว่า The Lean Startup จะมีชื่ออย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ และมันได้ผล หน้าปกของหนังสือเล่มนั้นสามารถโม้ได้ว่าตัวเองอยู่ในลิสต์หนังสือขายดีของนิวยอร์กไทมส์

4. ให้หนังสือขายเรา

ความลับอย่างหนึ่งในแวดวงสิ่งพิมพ์ก็คือ มีนักเขียนจำนวนน้อยมากๆ ที่ยังอยู่ได้ด้วยการขายหนังสืออย่างเดียว กระทั่งนักเขียนที่ประสบความสำเร็จบางคนก็ทำเงินส่วนมากจากการไปบรรยาย เป็นที่ปรึกษา หรือสอนหนังสือ แล้วก็ใช้ชื่อเสียงจากหนังสือของตัวเองในการเพิ่มค่าตัว ดูนักเขียนอย่างคริส แอนเดอร์สัน  (อดีตผู้สื่อข่าว ดิ อีโคโนมิสต์) ซึ่งได้ค่าตอบแทนหลักหมื่นดอลลาร์สำหรับการบรรยายหนึ่งครั้ง  หรือเมื่อเดือนที่แล้ว สำนักพิมพ์ Simon & Schuster ประกาศว่าจะขายคอร์สออนไลน์ซึ่งสอนโดยบรรดานักเขียนของสำนักพิมพ์

แต่ยากหน่อยสำหรับนักเขียนเรื่องแต่ง ผู้จัดงานประชุมหรืองานอีเวนต์ต่างๆ อาจจะให้ค่าตอบแทนอย่างงามสำหรับการบรรยายของนักเขียนสารคดี (non-fiction) ซึ่งอาจจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่กับนักเขียนนวนิยายระดับกลางๆ

นักเขียนจึงกลายเป็นอาชีพที่คล้ายกับดาราเพลงป๊อบ จากที่เคยทำเงินจากยอดขายอัลบัม กลายมาเป็นการใช้เพลงของพวกเขาเพื่อโปรโมตตัวเอง  และมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการเดินสายแสดงคอนเสิร์ต ปัญหาที่เกิดกับนักเขียนรุ่นใหม่หลายๆ คนก็คือ พวกเขาไม่เหมาะกับโลกสมัยใหม่นี้ มักจะเป็นพวกเก็บตัว ชอบอยู่โดยลำพังมากกว่าจะเป็นนักขาย ทุกวันนี้ผู้อ่านมีแต่จะอยากรู้จักผู้สร้างสรรค์งานประพันธ์ในหนังสือที่พวกเขาซื้อ นักเขียนที่เหนียมอายก็มักกระอักกระอ่วนเมื่อต้องใกล้ชิดกับแฟนหนังสือมากเกินไป แต่ก็คงมีแค่นักเขียนดังๆ อย่าง ฮาเปอร์ ลี เท่านั้น ที่จะยังสามารถทำตัวเป็นปริศนาเช่นนั้นได้

—-

ส่วนนักเขียนไทย จะกระโดดมาเป็นนักขายหรือยังขอเก็บตัวทำผลงานเงียบๆ ต่อไป ก็คงแล้วแต่สไตล์ของแต่ละคน บางทีการขายชื่อเสียงหรือขายเนื้อหา ก็ไม่ได้เป็นขั้วตรงข้ามกันเสียทีเดียว

อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่: economist.com

ภาพ : Bbc.co.uk

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
Filed under: Features

by

Khing Amatyakul

ณัฐกานต์ อมาตยกุล อดีตเด็กฝึกงานเวย์ ปัจจุบันเขียนงานในกลุ่มสารคดีอิสระสายลมและดูแลสำนักพิมพ์เล็กๆ ชื่อไจไจบุ๊คส์ khunning.wordpress.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *