Features
comment 1

ดูหนังอย่างนักอ่าน: Birdman (The Unexpected Virtue of Ignorance)

“People, they love blood. They love action. Not this talky, depressing, philosophical bullshit.” – Birdman (2014)

งานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 87 ที่เพิ่งผ่านไปในเมื่อวันที่ 23 ก.พ. (เวลาประเทศไทย) สร้างกระแสตอบรับต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอย่าง Birdman (The Unexpected Virtue of Ignorance) หลากหลาย บ้างก็เห็นด้วยกับชัยชนะ บ้างก็ต่อต้าน (เช่นในบทความนี้และบทความอื่นๆ อีกมากมาย) แต่สำหรับเรา Birdman ไม่ได้ชนะใจเราด้วยเทคนิคการถ่าย หรือการแสดงอันโดดเด่นของนักแสดงทุกคนในเรื่อง หากแต่เป็นการหยิบเอางานวรรณกรรมต่างๆ มาผสมกลมกลืนกับตัวบทของภาพยนตร์อย่างฉลาด เพื่อผลักดันงานให้สุดไปอีกขั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นเหมือนกับงานเขียนชั้นดีที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้รับชมเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้ “อ่าน” ด้วย ทั้งนี้ ความสำเร็จของตัวภาพยนตร์ทั้งในด้านรางวัลและรายได้ ก็อาจเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าผู้ชมไม่ได้รักแค่หนังนองเลือดอย่างที่ตัวละคร Birdman ในเรื่องพูดข้างต้นไปซะทีเดียว

เกริ่นนำ

Front

Birdman เล่าเรื่องของดาราตกอับอย่าง Riggan Thomson (นำแสดงโดย Michael Keaton) ที่เคยโด่งดังในบทซูเปอร์ฮีโร่ชื่อว่า Birdman เขาพยายามกอบกู้ชื่อเสียงของตัวเองในฐานะ​ “นักแสดง” (ไม่ใช่ดารา) โดยการขึ้นแท่นคนกำกับ เขียนบท และนำแสดงในละครบรอดเวย์ที่ตัวเองออกทุนทำเองทั้งหมด แต่เมื่อเวลาการเปิดตัวของละครใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ปัญหาสารพัดก็โหมกระหน่ำเข้าใส่ตัว Riggan ไม่ยั้ง ไหนจะเป็นนักแสดงสมทบที่ได้รับบาดเจ็บกระทันหัน ทำให้เขาต้องรีบหานักแสดงใหม่ ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องรับมือกับแฟนที่จู่ๆ ก็โผล่มาบอกว่าเธอตั้งท้องกับเขา ลูกสาวที่เพิ่งออกจากสถานบำบัด และเสียงแว่วที่คอยตามหลอกหลอนเขาในความคิด

What We Talk About When We Talk About “Birdman” – SPOILER ALERT!*

หนึ่งในตัวละครหลักของเรื่องที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือเรื่องสั้นของ Raymond Carver ที่มีชื่อว่า “What We Talk About When We Talk About Love” ซึ่งเป็นเรื่องสั้นชั้นครูที่ Riggan หยิบมาปรับเป็นบทละครเวที เรื่องสั้นเรื่องนี้เล่าถึงคนสี่คน (Nick, Laura, Mel, Terri) นั่งคุยกันในห้องครัวบ่ายวันหนึ่ง หวังจะให้คำจำกัดความแก่ “ความรัก”

แก่นหลักของเรื่องนี้คือ ความล้มเหลวในการสื่อสาร หรือการพยายามจะอธิบายสิ่งใดสิ่งหนึ่งผ่านคำจำกัดความของสิ่งๆ นั้น ในเรื่องนี้ ทุกคนต่างคิดว่าตนเข้าใจความรักดีที่สุด ตัวละครแต่ละตัวต่างพยายามอธิบายความรัก “ในมุมมองของตน” อย่างไรก็ดี แม้แต่ตัวละคร Mel ที่เป็นถึงหทัยแพทย์  ผู้ที่ทุกคนคิดว่าน่าจะรู้เรื่องเกี่ยวกับความรักดีที่สุด ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับความรักได้ กลับกลายเป็นว่ายิ่งเรื่องดำเนินไปเท่าไร ยิ่งมีคำอธิบายเพิ่มขึ้นเท่าไร ผู้อ่านกลับยิ่งสับสน ท้ายที่สุด เมื่อบ่ายวันนั้นจบลง ผู้อ่านก็ยังไม่สามารถเข้าใจได้จริงๆ ว่าความรักที่แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่

Why Raymond Carver?

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นที่โด่งดังที่สุดของ Carver และเป็นเรื่องที่ทับซ้อนกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวละคร Riggan เปรียบได้กับ Ed (ในบทละคร – ตัวละครที่ใส่วิกผมสีดำ) ผู้โหยหาความรัก Ed ใน “What We Talk About When We Talk About Love” เป็นแฟนเก่าสุดโหลยโท่ยของ Terri ที่ชอบทำร้ายร่างกายเธอ เมื่อสังเกตดูจะเห็นฉากหนึ่งในเรื่องที่ Riggan ถามภรรยาเก่าของตัวเองถึงสาเหตุที่ทำให้เลิกกัน โดยภรรยาของเขาก็ตอบว่า ‘เพราะคุณขว้างมีดใส่ฉัน และหลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมงคุณก็มาบอกว่ารักฉัน’ ซึ่งเหมือนการกระทำของ Ed ที่ทำร้ายแฟนสาวของตนแล้วค่อยมาบอกรักไม่มีผิด นอกจากนี้ Ed ยังเป็นตัวละครที่หมดหวังในชีวิต เขาเป็นตัวละครที่เรียกร้องขอให้คนมารักตน ในบทละคร เขาถามคนรักของตัวเองว่า “Why do I have to beg people to love me?” ซึ่งก็เหมือนการกระทำของ Riggan ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงในฐานะนักแสดง เพื่อกลับมาเป็นที่รักของทุกคนอีกครั้ง อย่างที่ตัวละคร Sam ลูกสาวของ Riggan (รับบทโดย Emma Stone) กล่าว “You’re doing this because you want to feel relevant again.” หรือแปลเป็นไทยได้ว่าที่ Riggan มาทำละครบรอดเวย์เรื่องนี้ก็เพื่อจะได้ไม่ถูกลืมเท่านั้นเอง  ยิ่งไปกว่านั้น ภรรยาเก่าของ Riggan ยังชี้ว่า การที่เธอไม่ชอบเขาในบทที่เขาเล่นกับ Goldie Hawn ไม่ได้แปลว่าเธอไม่รักเขา และบอกต่ออีกว่า Riggan สับสน “ความรัก” (Love) กับ “ความชื่นชม” (Admiration) เราอาจมองได้ว่าการที่ Riggan นำเรื่องสั้นเรื่องนี้มาปรับบทและคัดบทพูดชั้นดีให้ตัวเองเป็นคนพูด ที่แท้ก็เพื่อคัดเอาบทดีๆ มาเล่นเพื่อให้คนยกย่องนั่นเอง ต่อมา เราก็ได้เห็นการกระทำของ Riggan ที่แสดงให้เห็นถึงการโหยหาชื่อเสียง หรือที่ Riggan คิดไปเองว่าคือ “ความรัก” ของเขา เช่น ตอนที่ Riggan อารมณ์เสียสุดๆ เมื่อเห็นว่า Mike Shiner (รับบทโดย Edward Norton) ขโมยซีนหน้าหนึ่งในส่วนศิลปะของหนังสือพิมพ์ The New York Times ไป (และมิหนำซ้ำยังขโมยเรื่องส่วนตัวของเขาไปใช้ราวกับว่าเป็นเรื่องของตัวเองอีก)

Screenshot 2015-02-24 11.19.27

นอกจากนี้ Riggan ยังรู้สึกกดดันที่ชะตาของตัวเขาและละครของเขาถูกแขวนไว้บนปลายปากกาของนักวิจารณ์ Tabitha Dickinson จนทำให้เขาต้องพยายามเข้าไปพูดคุยด้วยเพื่อโน้มน้าวให้เธอวิจารณ์งานของเขาในทางบวก แต่แล้ว เขาก็พบว่ายังไง Tabitha ก็จะไม่มีวันวิจารณ์ละครของเขาในแง่ดี เมื่อเขาดึงสมุดโน้ตของเธอมาดูก็พบว่าเธอใช้คำอย่าง ‘Callow’ (อ่อนหัด) และ ‘Lackluster’ (น่าเบื่อ) เพื่อวิจารณ์ (งานของใครไม่ทราบ) ซึ่ง Riggan ก็บอกเธอว่าคำศัพท์หรูๆ พวกนี้มันเป็น “label” เป็น “ฉลาก” คอยจำกัดความ ที่ไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น จากนั้นหลัง Riggan ได้รู้ว่า Tabitha จะไม่มีวันวิจารณ์งานเขาในแง่บวกอย่างแน่นอน (เพราะเธอบอกเขาอย่างนั้น) เขาก็เริ่มมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างเข้าใจมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่เขาทิ้งกระดาษเช็ดปากที่มีข้อความและลายเซนต์ของ Carver ไว้ที่ร้าน เพราะเข้าใจแล้วว่านั่นมันเป็นเพียงคำชมจากคนขี้เมาที่ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย (อย่างที่ Mike เคยพูดไว้ในตอนเริ่มเรื่องแต่ Riggan ปฏิเสธที่จะรับฟัง) เขาเลิกยึดติดกับคำพูดของคนอื่น คำที่คนอื่น “จำกัดความ” เขา เลิกโหยหาความรักและความพยายามที่จะเป็นที่รัก

เมื่อถึงคืนเปิดตัวของละคร Riggan ผู้เลิกใส่ใจความคิดเห็นของคนอื่น ก็ได้มอบการแสดงที่ดีที่สุดของเขาให้แก่ผู้ชม โดยจบลงที่การที่ Riggan ยิงตัวเองเพื่อจบชีวิตบนเวทีขณะสวมบทเป็น Ed (หรืออาจจะไม่ตั้งใจจะจบชีวิต – อย่าพยายามอธิบายอะไรจากสิ่งที่คุณเห็น!) แต่สุดท้ายแทนที่เรื่องจะจบแค่นั้น Riggan ไม่ได้เสียชีวิตตามที่ผู้ชมคิด (อย่างที่เรื่องพยายามจะสื่อด้วยการใส่ภาพ Flashback เข้ามา) แต่กลับกลายเป็นว่าเขาแค่ยิงจมูกตัวเอง ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นความพยายามอันล้มเหลวที่จะจบชีวิต ก็เหมือนกับที่ในเรื่องเล่าไว้ว่า Ed นั้นเป็นชายที่ล้มเหลวในทุกอย่างแม้จะพยายามฆ่าตัวตายด้วยการยิงกรอกปากยังล้มเหลว จนตัวละครอื่นในเรื่องยังสงสัยว่าขนาดยิงแบบนั้นแล้วยังล้มเหลวได้อย่างไร ในตอนจบของเรื่อง หลัง Riggan ส่องกระจกและเห็นใบหน้าใหม่ของตัวเอง เขาก็บอกลาเจ้านก Birdman ที่คอยตามหลอกหลอนเขา และก็หายตัวไปจากห้องพักในโรงพยาบาล โดยกล้องก็จับไปที่ใบหน้าของ Sam ซึ่งมองขึ้นไปด้านบน ราวกับว่าพ่อของเธอกำลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้า ซึ่งในที่นี้เราก็ไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัด คือ ตอนจบของเรื่องนี้นั้นไม่ได้เป็นไปตามขนบการจบเรื่องแบบ Carver โดยเฉพาะในเรื่อง “What We Talk About When We Talk About Love” ที่จบลงด้วยการที่ตัวละครนิ่งงันอยู่ในห้องครัว (แก่นเรื่องที่ว่าด้วยการไม่เคลื่อนที่ไปไหน (paralysis) – เป็นแก่นที่โดดเด่น ซึ่ง Carver มักใช้เพื่อบ่งบอกสภาพของชีวิตตัวละครที่พยายามจะทำอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้) ในเรื่องนี้ แม้เราจะไม่ได้ข้อสรุปว่าท้ายที่สุดแล้ว ทุกๆ สิ่งที่เราพยายามจะเข้าใจนั้น สามารถอธิบายได้หรือไม่ (เช่น การที่ Riggan หายตัวไป จะให้เข้าใจว่าอย่างไรก็ยังเปิดต่อการตีความของผู้ชม) แต่เราก็เห็นได้ว่า Riggan ได้รับอิสระ ทิ้งห้องแคบๆ (หรือกรอบแคบๆ ในเชิงสัญลักษณ์) ที่กักกันตัวเขาไว้ในที่สุด

สุดท้าย อาจกล่าวได้ว่าเรื่องนี้เป็นความพยายามและความล้มเหลวที่จะหาคำจำกัดความให้กับสิ่งต่างๆ ในชีวิตของมนุษย์ ผ่านสิ่งต่างๆ ในชีวิตของตัวละครหลักอย่าง Riggan ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง ความรัก การเป็นที่รัก บทบาทในฐานะผู้กำกับ/คนเขียนบท/นักแสดง/พ่อ/คนรัก หรือแม้กระทั่ง พลเมืองคนหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดแล้วเราในฐานะคนดูหรือคนอ่านก็เข้าใจได้ว่าในบางครั้ง การพยายามค้นหาความหมายหรือให้คำจำกัดความต่อสิ่งใดนั้นอาจไม่ได้สำคัญอะไรเลย ดังที่แผ่นกระดาษหน้ากระจกของ Riggan ได้ให้บทสรุปอันเรียบง่ายเอาไว้ว่า “A thing is a thing not what is said of that thing.”

 

FOOTNOTE

หนังสือ วรรณกรรม และทฤษฏีทางภาษาศาสตร์ที่สอดแทรกอยู่ใน Birdman

1. “A Very Old Man with Enormous Wings” – Gabriel Garcia Marquez

เรื่องสั้นเรื่องนี้เล่าถึงเทวดาที่ติดกับอยู่ในไร่ของชาวนาผู้หนึ่ง โดยเทวดาตนนี้เป็นเทวดาที่ได้รับบาดเจ็บ เมื่อชาวเมืองแห่กันมาดูเทวดาก็กลับรู้สึกหวาดกลัว เรื่องนี้คล้ายกับ Birdman ตรงที่ไม่ได้เกี่ยวกับเทวดา (หรือตัว Birdman ที่เป็นชื่อภาพยนตร์) เลยสักนิด แต่กลับเกี่ยวกับคนที่มาดูเทวดาและสิ่งที่คนเหล่านั้นคิดเกี่ยวกับเทวดาตนนั้น และให้คำจำกัดความใหม่แก่เขาว่าเป็น “ชายแก่ที่มีปีกขนาดใหญ่คนหนึ่ง”

อ่าน A Very Old Man with Enormous Wings ได้ที่นี่

2. Mythologies – Roland Barthes

Roland Barthes 1

ตอน Riggan ให้สัมภาษณ์กับสื่อ นักข่าวคนหนึ่งหยิบยกคำพูดของ นักปรัชญาและสัญวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ Roland Barthes จากหนังสือ Mythologies (มายาคติ) ที่พูดว่า “The cultural work done in the past by gods and epic sagas is now done by laundry-detergent commercials and comic-strip characters.” ขึ้นมาเพื่อแสดงตัวว่าเป็นปัญญาชน (ผิดกับนักข่าวสาวที่หยิบยกเรื่องน้ำอสุจิหมูขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นนักข่าวสายบันเทิง) และเพื่อเสียดสีวงการภาพยนตร์​ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่เด่นชัดของภาพยนตร์เรื่องนี้

นอกจากนี้ การพูดถึง Roland Barthes ก็มีส่วนสำคัญต่อแก่นของเรื่อง ที่ว่าด้วยการให้ความหมายของสิ่งต่างๆ เป็นอย่างมาก เพราะ Barthes เป็นผู้มีอิทธิพลในการนำเสนอทฤษฎีเรื่อง “มายาคติ” โดยกล่าวสรุปแบบรวบรัดได้ว่า Barthes มองว่าทุกสิ่งรอบตัวของเราล้วนเป็น “มายาคติ” ทั้งสิ้น โดยมายาคติเป็นการให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวเราโดยอิงจากวัฒนธรรมของมนุษย์ วัตถุแต่ละอย่างจะมีความหมายเบื้องต้นอยู่ในระดับของประโยชน์ใช้สอยและการรับรู้ด้วยผัสสะ จากนั้นความหมายจะแปลเปลี่ยนยกระดับไปสู่ระดับของมายาคติ เรียกว่าเป็น รูปสัญญะ (Sign) จนกลายเป็นความหมายวัฒนธรรมของคนหมู่มาก เป็นความหมายเชิงค่านิยมอุดมการณ์ กล่าวสรุปคือ เรื่อง Birdman (และ What We Talk About When We Talk About Love) พาเราไปสำรวจความหมายของสิ่งต่างๆ และการให้ความหมายแก่สิ่งเหล่านั้นเช่นเดียวกันนั่นเอง

หนังสือ Mythologies ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดย วรรณพิมล อังคศิริสรรพ  และใช้ชื่อว่า มายาคติ สรรนิพนธ์จาก Mythologies ของ Roland Barthes จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์คบไฟ สั่งซื้อได้ที่นี่

3. Icarus

Icarus

ในตอนหนึ่งของเรื่อง Riggan เปรียบเทียบตัวละคร Birdman ว่าเป็นเหมือน Icarus ตัวละครหนึ่งในเทพปกรณัมกรีก (Greek Mythology) ที่มีความทะเยอทะยานบินเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จนทำให้กาวที่ติดปีกบนหลังละลาย และส่ง Icarus สู่ความตายในทะเลในที่สุด

4. Labyrinth – Jorge Luis Borges

Labyrinth

ในฉากที่ Riggan กำลังโกรธจัดและวิ่งเข้าไปในห้องของ Mike ที่กำลังนอนอาบแดดอยู่ในเตียงอาบแดด เมื่อ Riggan เปิดเครื่องออกมาก็พบว่า Mike กำลังถือหนังสือ Labyrinth ซึ่งรวมเรื่องสั้นและความเรียง (ที่สลับซับซ้อนเหมือนชื่อหนังสือ) ของ Jorge Luis Borges อยู่ในมือ หนังสือเล่มนี้เป็นสัญลักษณ์อีกชิ้นที่ช่วยสนับสนุนความก้ำกึ่งระหว่างความจริงและความเหนือจริงที่ภาพยนตร์เรื่องนำเสนอ เป็นที่รู้จักกันว่า Jorge Luis Borges นั้นมักเล่าเรื่องแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ (magical realism) โดยเรื่องของเขามักนำความองค์ประกอบที่เปี่ยมไปด้วยความเหนือจริงหรือจินตนาการ มาใส่ไว้ในสิ่งแวดล้อมดาษๆ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ต่างจากตัว Riggan ที่สามารถลอยและใช้พลังวิเศษได้

5. Macbeth – Shakespeare

Macbeth

ในตอนหนึ่งหลัง Riggan ประจันหน้ากับนักวิจารณ์ Tabitha Dickinson เขาก็เดินไปซื้อเหล้าและได้ยินชายคนหนึ่งกล่าวบทรำพึงจาก Act 5, Scene 5 (Lines 19-28) ของบทละครเรื่อง Macbeth ประพันธ์โดย Shakespeare ที่กล่าวว่า

Tomorrow, and tomorrow, and tomorrow,

Creeps in this petty pace from day to day

To the last syllable of recorded time,

And all our yesterdays have lighted fools

The way to dusty death. Out, out, brief candle!

Life’s but a walking shadow, a poor player

That struts and frets his hour upon the stage

And then is heard no more. It is a tale

Told by an idiot, full of sound and fury,

Signifying nothing.

ซึ่งแปลได้ว่า:

อย่างไรวันพรุ่งนี้ก็ต้องมาถึงและดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด และทุกวันที่ผ่านพ้นก็พาคนเขลาเข้าใกล้ความตายขึ้นทีละนิด ไฟจงดับลงซะที (อยากให้ชีวิตจบลงเสียที) ชีวิตนี้หาใช่อะไรไปนอกจากภาพลวงตา เฉกเช่นนักแสดงผู้น่าสงสารเดินวางท่าและวิตกกังวลอยู่บนเวที จากนั้นก็ไม่มีใครได้ยินเขาอีก ชีวิตก็คือเรื่องที่เล่าโดยคนโง่เง่า เต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่และอารมณ์ที่ไม่สงบ ไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น

ซึ่งเข้ากับแก่นเรื่องหลัก ที่ว่าด้วยการหาความหมายไม่สิ้นสุดของตัวละครหลัก และความล้มเหลวในการหาความหมาย
นอกจากนี้ ในโลกของละครเวที การพูดคำว่า “Macbeth” หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับละครเรื่องนี้ในโรงละครถือกันว่าจะนำโชคร้ายมาเยือนอีกด้วย

6. “What We Talk About When We Talk About Love” – Raymond Carver

เรื่องสั้นเรื่องนี้โด่งดังเนื่องจากมันได้ท้าทายวิธีการเขียนเรื่องสั้นของอเมริกัน ด้วยการใช้พล็อตที่เรียบง่าย (ตัวละครนั่งดื่มและถกกันเรื่องความรักในห้องครัว) ทั้งยังเขียนด้วยเทคนิคแบบ Minimal ที่เป็นเหมือนลายเซนต์ประจำตัวของ Carver แต่รู้ไหมว่า What We Talk About When We Talk About Love นี้ เป็นเวอร์ชั่นที่ผ่านการแก้ (แหลก – แม้กระทั่งชื่อเรื่อง)โดยบรรณาธิการสุดโหดอย่าง Gordon Lish (ผู้ที่เรียกได้ว่าอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Carver) เดิมทีเรื่องนี้ใช้ชื่อว่า Beginners และไม่ได้ Minimal อย่างที่เราเห็น

หากสนใจสามารถอ่าน Beginners แบบเต็มๆ ได้ที่นี่

และอ่าน What We Talk About When We Talk About Love ได้ที่นี่

 

ภาพ: Fox Searchlight Pictures และ IndieWire

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
Filed under: Features

by

Via Suksantinunt

นักอ่านอิสระ มีผลงานเรื่องสั้นตีพิมพ์ในหนังสือ สะกด 3 (สำนักหนังสือไต้ฝุ่น) + เป็นบรรณาธิการต้นฉบับวรรณกรรมแปลชื่อ ซัม: สี่สิบเรื่องเล่าหลังความตาย (ไจไจบุ๊คส์)

1 Comment

  1. Yonk Tree says

    ไม่มีคำไหนจะมาอธิบาย สุดยอดมากๆครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *