Features
Leave a comment

How To Read More

สำหรับนักอ่านที่ตั้งปณิธานสำหรับปีใหม่นี้ว่าจะอ่านหนังสือให้ได้มากกว่าเดิม Sara Nelson แห่งกองบรรณาธิการของ Kindle และ Amazon ผู้ออกตัวว่าเป็นคนที่สามารถอ่านหนังสือได้หลายร้อยเล่มต่อปี (เพราะการอ่านเป็นงานของเธอ… น่าสงสารจริงๆ) ได้มาเขียนคอลัมน์ให้กับบล็อกหนังสือของ Huffingtonpost ว่าด้วยการอ่านให้ได้เยอะๆ คำแนะนำของเธอมีดังต่อไปนี้

อย่าอ่านอะไรที่คุณ “ควร” อ่าน แต่ให้อ่านอะไรที่คุณสนใจ

เลิกฟังความเห็นจากคนอื่นที่พยายามจะนำเสนอหนังสือใหม่ๆให้คุณ แต่ให้คุณเลือกจากเนื้อหาที่คุณสนใจและอยากจะอ่านจริงๆ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการลองอ่านเรื่องย่อที่ปกหลังของหนังสือ หรือถ้าคุณเจอบทสัมภาษณ์ของนักเขียนคนหนึ่งและเกิดรู้สึกถูกใจในความคิดของเขา คุณก็อาจจะลองเอางานเขียนของเขามาอ่านก็ได้ หรือบางทีแค่การชอบปกก็อาจจะพอแล้ว

อย่าจำกัดความตัวเองว่าเป็นคนชอบอ่านแต่นวนิยายแนวนี้ แต่เกลียดแนวนั้น

คุณไม่ควรจำกัดตัวเองว่าคุณจะอ่านแค่นวนิยายทั่วไป แต่จะไม่อ่านนวนิยายแนวไซ-ไฟ
ฉันเคยบอกทุกคนว่าฉันเกลียดเรื่องสั้น แต่แล้ววันนึงฉันก็ได้อ่าน The Interpreter of Maladies ของ Jhumpa Lahiri หลังจากนั้นนิยามของทุกอย่างที่ฉันเคยตั้งก็เปลี่ยนไปเลย พูดง่ายๆก็คือ อย่าจำกัดตัวเอง

ปล่อยให้ตัวเอง “หยุด” อ่าน 

นี่อาจจะฟังดูย้อนแย้งสักนิด แต่การเสียเวลาทนอ่านอะไรที่ไม่ได้ชอบ เพราะคิดว่า​ “ควรอ่าน” (กลับไปดูข้อแรก) นั้นมันจะทำให้คุณหมดไฟที่จะอ่านทุกอย่าง มันจะดีกว่าถ้าคุณอ่าน 50 หน้าของหนังสือที่คุณตระหนักได้ว่าไม่ชอบและเลิกอ่านมัน จากนั้นก็เอาเวลาที่จะอ่านหน้าที่เหลือไปอ่านอะไรที่คุณอาจจะชอบแทน

ข้ามไปอ่านกลางเรื่อง

ถ้าคุณตั้งใจจะอ่านหนังสือที่ดูไม่ดึงดูดคุณในตอนแรก ให้คุณข้ามไปอ่านตอนกลางๆเรื่อง (แต่อย่าข้ามไปอ่านตอนจบ ยิ่งถ้าหนังสือเล่มนั้นเป็นนวนิยายพวกสืบสวนสอบสวน) ถึงฉันจะคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของนักเขียนที่ต้องดึงความสนใจของคนอ่านได้ตั้งแต่หน้าแรกหรือฉากแรก หนังสือบางเล่มก็ใช้หลายหน้ากว่าจะเข้าเรื่อง ถ้าคุณชอบหน้า 50-70 พอ คุณก็คงจะอยากกลับไปอ่านตั้งแต่ต้นว่าเรื่องราวมันมาถึงตรงนี้ได้อย่างไร

อย่าสนรีวิว

ไม่ต้องสนใจว่าคนจะบอกว่าเล่มนี้เหมือนกับอีกเล่มยังไง ยิ่งถ้าคุณยังไม่เคยอ่าน “อีกเล่ม” นั้น โดยปกติแล้วฉันจะพยายามเลี่ยงการเปรียบเทียบหนังสือในรีวิวที่ฉันเขียน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฉันคิดว่ามันไม่ดีสำหรับผู้อ่านที่ไม่ได้อ่านมากเท่าฉัน (มันเป็นงานของฉันที่ทำให้ฉันต้องอ่านเยอะ!) ฉันคิดว่าการทำแบบนี้มันเหมือนการเปิดเพลงซ้ำๆจนทำให้ติดอยู่ในหัว พวกเขาจะรู้สึกกดดันและไม่สามารถอ่านหนังสือด้วยมุมมองสดใหม่ได้ และเขาอาจจะเปรียบเทียบหนังสือเล่มนั้นกับหนังสือบางเล่มที่เขาคิดเอาเองว่าคล้ายกัน

คิดให้ออกว่าคุณอยากดูหนังเรื่องไหน แล้วอ่านหนังสือก่อนไปดู

หลักการเดียวกับเรื่องการเปิดเพลงซ้ำๆ จุดประสงค์หลักของการอ่านหนังสือ สำหรับฉัน มันคือการที่คุณได้จินตนาการภาพของเรื่องและตัวละครด้วยตัวเอง มันจะไม่สนุกกว่าเหรอถ้าคุณได้เข้าไปดูหนังแล้วดูว่าผู้กำกับเห็นตัวละครหรือเรื่องราวแบบเดียวกับคุณรึเปล่า? เหมือนเป็นบุ๊คคลับเล็กๆของคุณกับฮอลลีวู้ด สุดท้าย มีข้อยกเว้นข้อนึง อ่านเรื่อง Unbroken ซะ จะก่อนหรือหลังดูหนังก็ได้ ฉันไม่สน ไปอ่านซะ

หมายเหตุ:

 

Unbroken: A World War II Story of Survival, Resilience, and Redemption เป็นหนังสือที่เขียนโดย Laura Hillenbrand (ผู้เขียนหนังสือขายดี Seabiscuit) ตีพิมพ์ในปี 2010 และถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในปี 2014 หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวของทหารหนุ่ม Louis Zamperini พลทิ้งลูกระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ที่ต้องระหกระเหินอยู่บนชายหาดแห่งหนึ่ง หลังเครื่องบินทิ้งระเบิดที่เขาโดยสารมาตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

 

ที่มา: Huffingtonpost
ภาพ : Colossal

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
Filed under: Features

by

Via Suksantinunt

นักอ่านอิสระ มีผลงานเรื่องสั้นตีพิมพ์ในหนังสือ สะกด 3 (สำนักหนังสือไต้ฝุ่น) + เป็นบรรณาธิการต้นฉบับวรรณกรรมแปลชื่อ ซัม: สี่สิบเรื่องเล่าหลังความตาย (ไจไจบุ๊คส์)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *