Features
Leave a comment

Gone Girl ตัวจริง : การหายตัวลึกลับของ Agatha Christie

สามีเจ้าชู้ ภรรยาผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศ เป็นที่รู้จักและเป็นที่ชื่นชอบของสาธารณชน ปมแปลกๆที่ทำให้เราเขว เงินสดในกระเป๋าคาดเอว พาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง ผู้คนที่แห่แหนอาสาในการช่วยค้นหาหญิงสาวที่หายตัวไป การปรากฏตัวอีกครั้งของเธอ และความสงสัยที่ค้างคาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด สิ่งเหล่านี้อาจทำให้คุณนึกถึงพล็อตเรื่องของหนังสือชื่อดังอย่าง Gone Girl แต่แท้จริงแล้วมันคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักเขียนนวนิยายสืบสวนสอบสวนชื่อดัง อกาธา คริสตี (Agatha Christie) เมื่อปี 1926

หากคุณเป็นแฟนคลับของอกาธา คริสตี คุณคงสังเกตได้ไม่ยากว่านิคและเอมี ก็คืออาร์ชี (Archie) และ อกาธา คริสตี ของยุคนี้นี่เอง ไม่ว่าอกาธาจะตั้งใจหรือไม่ (คนยังคงตั้งคำถามกันจนถึงปัจจุบัน) หลังจากที่เธอได้ตีพิมพ์นวนิยายเล่มที่หกของเธอที่ชื่อ The Murder of Roger Ackroyd อกาธาก็ได้จัดฉากการหายตัวไปของเธอเอง

ช่วงเวลาประมาณ 21.45 น. ของวันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม 1926 อกาธาได้ขับรถออกจากบ้านของเธอและสามีที่ตั้งอยู่ในเมือง Berkshire และก็ได้จอดรถที่มีกระเป๋าเสื้อผ้าและใบขับขี่หมดอายุพร้อมเปิดไฟหน้าทิ้งไว้ โดยตำรวจเขียนคำอธิบายลักษณะของหญิงสาวที่หายตัวว่า: “อายุ 35 ปี สูง 5 ฟุต 7 นิ้ว ผมสั้นสีออกแดง ตาสีเทา ผิวขาว ร่างใหญ่ สวมชุดเดรสสีเทาพร้อมเสื้อคลุมสีเทาเข้ม สวมหมวกสีเขียว สวมแหวนทองคำขาวประดับไข่มุก แต่ไม่สวมแหวนแต่งงาน”

เป็นเวลากว่า 11 วันที่เธอหายตัวไปและไม่มีความคืบหน้าใดๆ ความตึงเครียดเริ่มก่อตัว สถานการณ์คล้ายกับเป็นหนึ่งในเรื่องที่เธอแต่งขึ้น คนที่ติดตามข่าวของเธอจากหนังสือพิมพ์เริ่มคิดไปต่างๆนานา และความน่าสงสัยเริ่มหักเหไปทางสามีของอกาธา พันเอก อาร์ชี คริสตี นักบินรบแห่งสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้ที่เหมือนจะสนใจการตีกอล์ฟมากกว่าภรรยาของตัวเอง

เหมือนความสัมพันธ์ของนิคและเอมี อกาธาเป็นดาวเด่น ส่วนสามีของเธอเป็นคนเจ้าชู้ ในเรื่อง Gone Girl เราเห็นว่านิคกำลังจะขอเอมีหย่าในวันที่เธอหายตัวไป ก่อนที่อกาธาจะหายตัวไปนั้น สามีของเธอได้บอกกับเธอแล้วว่าความพยายามที่จะสานสัมพันธ์ของทั้งสองนั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า เขาบอกเธอว่าเขาอยากแต่งงานกับภรรยาน้อยของเขาที่เด็กกว่าเธอ ในวันที่อกาธาหายไป เขาเพิ่งบอกเธอว่าเขาจะไปใช้เวลาช่วงวันหยุดกับ “เพื่อน” ของเขา ซึ่งอกาธารู้ดีว่านั่นหมายถึง แนนซี นีล (Nancy Neele) ภรรยาน้อยของเขา

จาเร็ด เคด (Jared Cade) ผู้เขียนหนังสือ Agatha Christie and the Eleven Missing Days เขียนไว้ว่าเหตุจูงใจของการหายตัวไปของอกาธานั้นช่างชัดเจน “ไม่มีอะไรจะเทียบความโกรธของสตรีเพศ… อกาธาอยากจะทำลายวันหยุดของเขาและแนนซี นีล และทำให้เขาทุกข์ทรมาน แม้ว่าเธอจะยังรักเขาอยู่ก็ตาม สิ่งที่คนคาดไม่ถึงคือการตอบโต้ของสื่อ อกาธาถูกขับเคลื่อนจากการเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงไปเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่โด่งดังที่สุดในอังกฤษ”

อกาธา และ อาร์ชี คริสตี ถ่ายเมื่อปี 1919 (Rex Features)

ใน Gone Girl สื่อก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน การหายตัวไปของเอมี ดันน์ กลายเป็นความหมกมุ่นของคนทั้งประเทศ  ในกรณีของอกาธา มันกลายเป็นข่าวดังข้ามชาติ หนังสือพิมพ์ The New York Times ถึงกับพิมพ์ข่าวการหายไปของเธอลงหน้าหนึ่ง คนกว่า 15,000 คนอาสาออกตามหาตัวเธอ นอกจากนั้นยังมีเครื่องบิน และหมาดมกลิ่นอีกด้วย รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยกดดันให้ตำรวจเร่งไขคดี ขณะที่นักเขียนนวนิยายสืบสวนสอบสวนที่เป็นเพื่อนของเธอต่างเข้าร่วมช่วยเหลือในวิธีต่างกัน อาร์เธอร์ โคแนน ดอยล์ (Arthur Conan Doyle) เอาถุงมือข้างนึงของเธอไปให้คนทรง ฮอเรส ลีฟ (Horace Leaf) ผู้บอกว่าเธอยังมีชีวิตอยู่และจะกลับมาในอีก 1 อาทิตย์ นักเขียนอีกคน โดโรธี แอล เซเยอร์ส์ (Dorothy L Sayers) ก็ได้เข้าไปดูสถานที่ที่อกาธาหายตัวไป

อกาธาถูกพบหลังจากหายไป 11 วัน เนื่องจากนักดนตรีคนหนึ่งเห็นเธอที่โรงแรมและจำเธอได้ ขณะนั้นอกาธาพักอยู่ที่โรงแรมด้วยชื่อปลอม เธอใช้เงินสดจากกระเป๋าเงินคาดเอวของเธอ ไม่ต่างอะไรกับเอมีที่เราเห็นเลย อกาธาใช้นามสกุลปลอมว่า นีล ซึ่งเป็นนามสกุลของภรรยาน้อยของอาร์ชี ในขณะที่เอมี เรียกตัวเองว่า แนนซี ซึ่งเป็นชื่อของภรรยาน้อยของอาร์ชีนั่นเอง

จนถึงบัดนี้ ยังไม่มีใครทราบว่าอกาธาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร บ้างก็ว่าเธอทำไปเพื่อลงโทษสามีของเธอ อีกฝ่ายสงสัยว่าอกาธาอาจประสบอาการเสียความรู้สึกตัวไปชั่วขณะ (fugue state) จากการสูญเสียความทรงจำชั่วคราว (ภาวะยากที่จะพบ เกิดจากบาดแผลทางจิตใจหรือภาวะซึมเศร้า) หรือแม้แต่อาการอยากฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะอย่างไร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆแล้วคือ หลังจากที่อกาธาทิ้งรถ เธอก็ได้ขึ้นรถไฟไปลอนดอน (และส่งจดหมายหาแคมป์เบล พี่ชายของอาร์ชี) หลังจากนั้นก็นั่งต่อไปยัง Harrogate ที่เธอเข้าพักโรงแรมด้วยนามแฝงว่า นาง เทเรซา นีล จาก เคปทาวน์

คล้ายในเรื่อง Gone Girl อกาธาทิ้งร่องรอยไว้เช่นกัน เธอบอกผู้อ่านผ่านหนังสือพิมพ์ The Times ว่า ญาติของนาง นีล สามารถติดต่อเธอได้ที่โรงแรมที่เธอพัก จาเร็ด เคด คิดว่านี่คือหลักฐานว่าเธอได้สูญเสียความทรงจำไปจริงๆ “สองปีก่อนหน้าเรื่องนี้จะเกิด อกาธาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับผู้หญิงที่แกล้งสูญเสียความทรงจำ”

นอกจากนี้ ในจดหมายที่อกาธาส่งถึงพี่ชายของอาร์ชี เธอบอกกับเขาว่าเธอกำลังจะไปพักร้อนที่เมืองยอร์คไชร์ ส่วนตำรวจท้องถิ่นได้ยินเธอพูดว่าเธอ “คิดว่าชีวิตของเธอไม่ปลอดภัย” ชีวิตคู่ของเธอและอาร์ชีคล้ายกับเป็นละคร หลังแต่งงานกันมากว่า 12 ปี (และมีลูกด้วยกันหนึ่งคน) อาร์ชีกลับบอกเธอว่าเขารักคนอื่น และเมื่อเธอหายตัวไป เขาก็ได้ไปใช้เวลาช่วงวันหยุดกับเพื่อนและผู้หญิงลึกลับหนึ่งคน

แม้ตอนจบของในเรื่อง Gone Girl จะเป็นแบบปลายเปิด แต่ในเหตุการณ์ที่เกิดกับชีวิตของอกาธามีความน่าตื่นเต้นน้อยกว่านั้น ที่สุดแล้วอาจเพราะด้วยความอับอายและความรักที่มีต่อภรรยาน้อย อาร์ชีก็ได้หย่าขาดจากอกาธาและไปแต่งงานกับแนนซี ส่วนอกาธาเองก็ได้แต่งงานใหม่กับนักโบราณคดีที่ชื่อว่า แมกซ์ มัลโลแวน (Max Mallowan)

หลังจากนั้น อกาธา คริสตี เล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตคู่ที่ล่มสลายและความคิดที่จะฆ่าตัวตายผ่านหนังสือที่ชื่อ Unfinished Portrait  ซึ่งเธอเขียนโดยใช้นามปากกาว่า แมรี เวสมาคอตต์ (Mary Westmacott)

แปล & เรียบเรียงจาก : Independent

 

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *