Reviews
Leave a comment

Antwerp

Roberto Bolaño เขียนเรื่องนี้ตอนเขาอายุเพียง 27 ปี (แต่ถูกตีพิมพ์ 22 ปีให้หลังในปี 2002) ก่อนที่งานนวนิยายเล่มหนาอย่าง “2666”, “The Savage Detectives” และบทกวี “The Romantic Dogs” จะทำให้เขาเป็นไอคอนคนสำคัญของ Post Latin American Boom ต่อจากรุ่นพี่อย่าง Julio Cortázar และ Gabriel García Márquez ที่ปักเสาหลักวงการวรรณกรรมอเมริกาใต้ไว้ให้นักอ่านทั้งโลกได้รู้จักกันอย่างกว้างขวาง

เนื้อเรื่องโดยรวมของ Antwerp นั้นเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม, แคมป์วันหยุด, คนพเนจร, บทกวี, เพศสัมพันธ์ และความรัก ซึ่งมักเป็นแก่นเรื่องที่ Bolaño เลือกใช้อยู่เรื่อยๆในงานชิ้นต่อๆมาของเขา การเล่าเรื่องของ Antwerp เป็นแบบทดลองจากลักษณะที่เป็น fractured narrative ไม่ปะติดปะต่อ ผ่านมุมมองที่ต่างกันของตัวละครที่ทับซ้อนกันไปมาระหว่างโลก fiction และ reality ของตัว Bolaño เองเพื่อสร้างเนื้อเรื่องแบบไม่เป็นเส้นตรง (non-linear) แถมยังทดสอบผู้อ่านอย่างหฤโหดด้วยเทคนิคการเขียนแบบบีบอัด (compression) ในแต่ละบท เพื่อพยายามบีบรูปแบบให้เป็นบทร้อยกรอง (Prose) ความยาวไม่เกินสองหน้า ผลลัพธ์ที่ได้ คือ การกระเจิดกระเจิงของส่วนประกอบทางวรรณกรรมเกือบทุกแบบในหนังสือที่สร้าง “ภาพฉับพลัน” ต่างๆให้ผู้อ่านเห็น เหมือนกับเป็นการฉายสไลด์เร็วๆลงบน “จอว่างเปล่า” หรือ “ผู้อ่าน”

สิ่งที่พิเศษอีกอย่างของ Antwerp คือ ในแต่ละบท เหตุการณ์จะถูกเล่าจาก “สภาวะ” ที่แตกต่างกัน ตามเหตุการณ์และกระแสสำนึกของตัวละคร (ที่ต่างกัน) ณ ตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็น จากความฝัน, ฝันร้าย, หรือ คนเดินผ่าน ดังนั้น สิ่งที่นักอ่านจะได้ก็คือ ลักษณะและบทบาทของตัวละครที่เปลี่ยนไป ตามมุมมองและกระแสสำนึกของ ”ผู้เล่า” ที่ต่างกันในแต่ละบท เพื่อทำให้ตัวละครทุกตัวไม่ติดอยู่กับที่ สามารถสลับเปลี่ยนกันได้เหมือนคนเร่ร่อนไม่มีถิ่นฐาน ส่วนในเรื่องของชั้นเชิงการเขียน Bolaño ยังมีการวาดภาพประกอบเพื่อเปรียบเปรยสภาวะอารมณ์ และหยิบยืมเทคนิคการตัดต่อของภาพยนตร์มาใช้ในเนื้อเรื่อง เช่น การใช้คำว่า “fade to black” มาเชื่อมกับประโยคหลายๆอันที่ไม่เกี่ยวเนื่องกัน

ในเชิงเนื้อเรื่อง เขาอธิบายคำบรรยายภาพของแต่ละภาพ และใช้บทพูดที่สั้นมากและไม่เต็มประโยคในบางครั้งมาต่อกันแบบก้าวกระโดด โดยไม่มีบทสนทนาเต็มรูปแบบให้เราได้อ่านเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจมาจากเหตุผลที่ Bolaño เองต้องการสร้างบทร้อยกรองแบบหลวมๆโดยการใช้เทคนิคแบบที่ว่า ซึ่งตัว Bolaño เองก็ไม่เคยเปิดเผยว่าเขาใช้เทคนิคการหยิบสุ่มจากเนื้อเรื่องสมบูรณ์ที่แต่งไว้ก่อน เหมือนที่ William S.Burroughs และ Jack Kerouac เคยใช้ในยุค Beat Literature หรือเปล่า อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความซับซ้อนของวัฒนธรรมทางวรรณกรรม ในแต่ละบทของหนังสือยังมีแนวเรื่อง (Motif) เพื่อสื่อถึงความเป็นโคลงร้อยกรอง (Lyrical Prose)ได้อย่างไพเราะ บางครั้งทำให้นึกถึงทำนองในบทกวีของ Stéphane Mallarmé หากแต่มีภาพที่ชัดเจนมากขึ้นและไม่เน้นความเป็นสัญลักษณ์สุดโต่ง

สรุปแล้ว Antwerp อาจจะไม่ใช่หนังสือที่อ่านง่ายนัก แต่ก็ถือได้ว่าเป็นอาหารเรียกนํ้าย่อยที่ดี สำหรับนักอ่านที่ต้องการสัมผัสกับโลกของนักเขียนชิลีผู้นี้ รวมไปถึงผู้ที่กำลังหางานวรรณกรรมอเมริกาใต้ชิ้นอื่นๆซึ่งอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักในบ้านเราอย่างกว้างขวาง

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
Filed under: Reviews

by

Ekkalap

เอกลัพย์ เป็นนักเขียนหน้าใหม่ มีผลงานกวีที่ชื่อ “วรรณโรค” ออกมาเมื่อปี 2013 งานของเขาได้รับคำวิจารณ์ว่า “บทกวีที่ประหลาดลํ้า” จากการใช้ effect ระหว่างสิ่งพิมพ์และตัวอักษรอย่างบ้าคลั่ง ปัจจุบันหนังสือยังวางขายอยู่ที่ร้านหนังสืออิสระชั้นนำ เช่น Bookmoby นอกจากเป็นนักเขียนแล้ว เอกลัพย์ยังเป็นนักทำหนังและนักออกแบบเสียงอีกด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *