Month: November 2014

9 เล่มจากชั้นหนังสือใน Interstellar

“รักคือสิ่งที่เรามองว่าสามารถก้าวข้ามมิติแห่งกาลอวกาศ (space and time)” ดร. แบรนด์กล่าวไว้ใน Interstellar อย่างไรก็ดีในภาพยนตร์ไซ-ไฟฟอร์มยักษ์ของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่องนี้ หนังสืออาจเป็นอีกอย่างที่สามารถก้าวข้ามสิ่งที่กล่าวมาได้เช่นกัน ในตอนต้นเรื่อง เมิร์ฟ (Murph) พยายามถอดรหัสจากหนังสือหลายเล่มที่อยู่บนชั้น เธอเชื่อมั่นว่า “ผี” พยายามสื่อสารกับเธอผ่านหนังสือเหล่านั้น และหนังสือที่มันเลือกแต่ละเล่มก็เกี่ยวข้องกับตัวละครในหนังและโลกมโนทัศน์ของพวกเขา ต่อจากนี้ คือบางส่วนของหนังสือบนชั้นที่คัดสรรมาโดยตัวผู้กำกับเอง(!) พร้อมข้อคิดเห็นสั้นๆของเขาที่มีต่อหนังสือนั้นๆ The Wasp Factory – Iain Banks “อ่านหนึ่งครั้ง ไม่มีวันลืม สะเทือนอารมณ์อย่างประหลาด เป็นเรื่องราวสุดเลวร้ายของเด็กคนหนึ่งและพ่อที่อยู่อย่างตัดขาดกันแบบใกล้ๆ” Selected Poems – T.S. Eliot “มโนทัศน์เรื่องกาลอวกาศที่จุดที่ซับซ้อนที่สุดนั้น บางครั้งสามารถเอ่ยถึงได้ดีที่สุดผ่านงานศิลปะหาใช่วิทยาศาสตร์ งานของ Eliot ที่ชื่อ Four Quartets ก็สามารถกระตุ้นความคิดเกี่ยวกับกาลเวลาได้ดีไม่แพ้งานเขียนวิทยาศาสตร์ใดๆ” The Stand – Stephen King “สถานการณ์สุดสิ้นหวังที่จะทำให้เราประจักษ์ว่า ทัศนะของเราที่มีต่อเหตุการณ์เพียงชั่วขณะจะเป็นทัศนะที่เป็นส่วนตัวเสมอ” Emma – Jane […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

รางวัลฉากเซ็กส์ยอดแย่ในงานวรรณกรรม

นิตยสาร Literary Review จัดอันดับเพื่อเฟ้นหาย่อหน้าสุดเห่ยเกี่ยวกับเซ็กส์ในเรื่องแต่ง ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 1993 โดย ออเบอรอน วอห์ มีจุดประสงค์เพื่อดึงความสนใจจากผู้คนให้มาดูตัวอย่างย่อหน้าในงานเขียนสมัยใหม่ ที่บรรยายฉากเซ็กส์ได้ดาดๆ และฟุ่มเฟือยถ้อยคำ หวังจะให้พวกเขาเลิกเขียนอะไรอย่างนั้นเสียที มาดูตัวอย่างบุคคลที่ถูกเสนอชื่อใน shortlist ขนาดนักเขียนระดับ ริชาร์ด ฟลานาแกน ผู้ชนะรางวัลแมน บุ๊กเกอร์ ไพรซ์ จากเรื่อง The Narrow Road to the Deep North ก็ยังปรากฏอยู่ในรายชื่อรางวัลนี้ เนื่องมาจากฉากเซ็กส์ในเรื่องของเขา ขณะที่คนทั้งสองกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกันก็ดันถูกขัดจังหวะด้วยการปรากฏตัวของสุนัขที่เพิ่งปลิดชีพนกเพนกวินนางฟ้าไปหมาดๆ “เขาจุมพิตที่ร่องสีกุหลาบเล็กๆ ของเธอที่ริมขอบกางเกงใน วนเวียนไปรอบๆ หน้าท้องคล้ายกับเส้นศูนย์สูตรที่โอบล้อมโลกเอาไว้ ในขณะที่ทั้งคู่หลงอยู่ในการโคจรรอบกันและกัน เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงหอนยาวนาน…” ย่อหน้านี้เป็นย่อหน้าที่ทำให้ชื่อของฟลานาแกนมาปรากฏอยู่ในรายชื่อ มันจบด้วย “โดริโกมองขึ้นมา สุนัขตัวใหญ่ยืนอยู่ที่สุดปลายยอดของสันทราย เหนือขึ้นไปจากหยดน้ำลายผสมเลือดคือปากของมันที่กำลังกัดและขย้ำนกเพนกวินนางฟ้า” แต่ฟลานาแกนก็สบายใจได้ เพราะนักเขียนชื่อดังอย่างฮารูกิ มูราคามิก็ยังมาร่วมขบวนกับเขาด้วย เพราะมี “ย่อหน้าที่บรรยายฉากเซ็กส์อย่างฟุ่มเฟือยถ้อยคำ และค่อนข้างจะดาดๆ” เช่นเดียวกัน มันมาจากนิยายขายดีของเขา Colorless Tsukuru Tazaki and His Years […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

สาวเสิร์ฟเซ็นสัญญาหกหลักกับเพนกวิน

กว่า 30 ปีที่ทำงานเกี่ยวกับตัวหนังสือ ปีเตอร์ เกเธอร์ (Peter Gethers), รองประธานอาวุโสและบรรณาธิการของสำนักพิมพ์เพนกวิน แรนด้อม เฮ้าส์ (Penguin Random House), คุ้นชินกับการที่คนแปลกหน้ายื่นต้นฉบับหนังสือให้อ่านนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งหนังสือเหล่านั้นแทบจะไม่มีผลงานดีๆเลยและไม่ควรค่าแก่การตีพิมพ์อย่างยิ่ง ดังนั้น เมื่อคุณเกเธอร์ ได้ยินพนักงานเสิร์ฟสาวที่ร้านอาหารฝรั่งเศสในนิวยอร์กบอกเขาว่าอยากให้เขาอ่านต้นฉบับนิยายของเธอที่เกี่ยวกับเด็กสาวที่ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารหรูแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก เขาจึงได้ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรนัก เขาเพียงบอกเธอเรียบๆว่า ให้ตัวแทนของเธอส่งมาให้เขาดูแล้วกัน แม้สเตฟานี่ แดนเลอร์ (Stephanie Danler) จะไม่ใช่พนักงานเสิร์ฟคนแรกของร้าน Buvette ที่ส่งต้นฉบับให้กับคุณเกเธอร์ แต่เธอเป็นคนแรกที่ได้ทำสัญญา (พร้อมรับค่าทำสัญญาเลขหกหลัก) เพื่อตีพิมพ์นิยายเรื่องแรกของเธอที่มีชื่อว่า “Sweetbitter” “ผมได้รับหนังสือ และหลังจากที่ได้อ่านไปเพียง 10 หน้า ผมก็รู้เลยว่าผู้หญิงคนนี้มีพรสวรรค์อันสุดเหลือเชื่อ” เกเธอร์เล่า “เราแทบจะไม่เห็นนวนิยายเปิดตัวแบบนี้ หรือแม้แต่นวนิยายใดๆก็ตาม” Sweetbitter เป็นเรื่องราวของการเติบโต หรือที่เรียกว่า coming-of-age และในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการย้ายมานิวยอร์ก ทั้งยังเล่าเกี่ยวกับอาหาร พร้อมสะท้อนให้เห็นโลกของชนชั้นสูงได้เป็นอย่างดี สเตฟานี่ แดนเลอร์ ที่ขณะนี้มีอายุ 30 ปี ย้ายมาจากแคลิฟอร์เนียและได้มาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในภัตตาคารหลายแห่ง เธอเรียนจบปริญญาโทสาขาการเขียนเชิงสร้างสรรค์จาก The […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

What We Talk About When We Talk About Love

เมื่อเอ่ยถึงความรัก เรามักจะเชื่อมโยงมันกับภาพแสนสุขของคนสองคนโดยอัตโนมัติ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา เราถูกปลูกฝังให้เชื่อว่าการ “รัก” คือสิ่งที่ดีเสมอ เมื่อเห็นหน้าปกหนังสือรวมเรื่องสั้นของเรย์มอนด์ คาร์เวอร์ (Raymond Carver) เล่มนี้ก็เช่นกัน สีขาวอ่อนละมุนบริสุทธิ์ของพื้นหลัง กับประโยคที่สรุปแก่นของเรื่องราวในหนังสือชื่อน่ารักว่าด้วยความรัก What We Talk About When We Talk About Love อาจทำให้เราหลงเชื่อไปว่าเนื้อหาข้างในนั้นคงไม่ต่างอะไรไปจากนิยายรักหวานซึ้งอย่างของ Nicholas Sparks แต่การด่วนสรุปตัดสินหนังสือจากปก (และชื่อ) คงใช้ไม่ได้กับหนังสือเล่มนี้ พื้นที่สีขาวแสดงให้เห็นถึงความว่างเปล่าและความหนาวเหน็บไร้ความรู้สึก ประโยคที่แยกออกเป็นสองและวางแยกกันอย่างเหลื่อมๆบนปก คล้ายเป็นตัวแทนของคนรักในเรื่องที่ไม่อาจบรรจบเติมเต็มกันได้สมบูรณ์ สีที่แตกต่างกันอย่างไม่เข้าคู่ และการแสดงคำว่า love อย่างขาดๆ พอจะบอกอะไรแก่ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับเนื้อหาในเล่ม ที่แสดงให้เห็นถึงความ “ไม่เต็ม” ของนิยามความรักที่แสดงผ่านทางหนังสือเล่มบาง อันแตกต่างจากนิยายรักในอุดมคติอย่างสุดขั้ว จำนวนเรื่องราว 17 เรื่องในเล่มอันแสดงให้เห็นความไม่เข้าคู่ ต่างผูกกันอย่างหลวมๆด้วยอารมณ์ของความเหงาเศร้าที่ผู้เขียนถ่ายทอดผ่านบรรยากาศ สถานการณ์ กระทั่งคำพูดของตัวละครเอง แม้ชื่อจะพูดถึงความรัก แต่ในหลายเรื่องเรากลับเห็นตัวละครหลักที่ไม่มีคนรัก หรือแม้แต่ความรัก คาดว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงจุดสูงสุดของสไตล์การเขียนแบบมินิมอล (minimal) หรือแบบ “พูดน้อย” อันเป็นสัญลักษณ์ของเรย์มอนด์ คาร์เวอร์ได้ดีสุด […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page