Features
Leave a comment

จดหมายจากอาจารย์สอนวรรณคดี : ว่าด้วยหน้าที่ของงานวรรณกรรม

เมื่อปลายปี 2013  จอช คอร์แมน (Josh Corman) คุณครูวิชาภาษาอังกฤษในสหรัฐอเมริกา ได้รับจดหมายแจ้งจากทางโรงเรียนที่เขาประจำอยู่ ว่ามีผู้ปกครองจำนวนหนึ่งร้องเรียนและตำหนิการเลือกใช้หนังสือ The Handmaid’s Tale (อ่านเรื่องย่อได้ด้านล่าง) เพื่อสอนลูกศิษย์ของเขา โดยกลุ่มผู้ปกครองมองว่าหนังสือเล่มดังกล่าวเต็มไปด้วย “เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม” ไม่สมควรจะนำมาใช้สอนนักเรียนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทางโรงเรียนให้คอร์แมนไปชี้แจงกับผู้ปกครอง แต่แล้วการสนทนาก็ไม่ได้นำไปสู่ข้อสรุปอะไร  ด้วยคาดว่าจะมีผู้ปกครองมาร้องเรียนเพิ่มเติม คอร์แมนจึงตัดสินใจร่างจดหมายสั้นๆ อธิบายการตัดสินใจของเขาในการเลือกหนังสือเล่มดังกล่าวเอาไว้เพื่อเตรียมแจกให้กับใครก็ตามที่มีข้อสงสัย

แม้จะตั้งใจให้จดหมายทำหน้าที่ชี้แจงการตัดสินใจเลือกหนังสือเล่มหนึ่งเพื่อมาใช้สอนหนังสือ แต่จดหมายของคอร์แมนกลับเป็นมากกว่าการชี้แจงหรือแก้ตัว มันไม่ได้พูดถึงแค่ The Handmaid’s Tales แต่กลับสะท้อนคุณค่าของวรรณกรรมโดยรวมได้เป็นอย่างดี

เนื้อความในจดหมาย :

การที่การตัดสินใจเลือกหนังสือ The Handmaid’s Tale ซึ่งแต่งโดยมาร์กาเร็ต แอทวูด (Margaret Atwood) ของข้าพเจ้าเพื่อสอนในชั้นเรียน AP Language and Composition นั้นถูกเพ่งเล็ง อาจมีสาเหตุหลัก(แต่ไม่ใช้สาเหตุเดียว)มาจากตอนหนึ่งในเรื่องที่เผยให้เห็นเพศหญิงซึ่งตกเป็นเบี้ยล่าง ถูกใช้กำลังบังคับให้เป็นทาสในสังคมดิสโทเปียแห่งอนาคตที่ปกครอบด้วยระบอบเผด็จการ

ก่อนอื่น ข้าพเจ้าขอกล่าวว่าหนังสือ The Handmaid’s Tale เล่มนี้นั้นถูกนำมาใช้สอนในห้องเรียนระดับไฮสคูลอย่างแพร่หลายในสหรัฐฯ หากลองค้นหาในอินเทอร์เน็ตดู จะพบว่ามันถูกนำไปบรรจุอยู่ในหลักสูตร AP Language and Literature ในเทกซัส แมสซาชูเซตส์ โอไฮโอ แคลิฟอเนีย และเคนทักกี้ ตัวมาร์กาเร็ต แอทวูดเอง ก็ถูกนำไปสอนในฐานะตัวอย่างของนักเขียนในวิชา AP Language and Composition Course Description และหนังสือเล่มนี้ก็มักจะถูกนำไปอ้างอิงถึงในข้อสอบวรรณกรรมภาษาอังกฤษ เพราะเป็นงานวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าทางวรรณศิลป์ชิ้นหนึ่ง ชื่อเสียงที่ยกงานชิ้นนี้ให้เป็นวรรณกรรมชื้นสำคัญของทวีปอเมริกาเหนือ และความสำคัญของมันในฐานะงานวรรณกรรมประเภท speculative fiction และ นวนิยายวิทยาศาสตร์ (science fiction) นั้นหนักแน่นยิ่ง

อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าไม่ได้เลือก The Handmaid’s Tale เพื่อนำมาให้นักเรียนศึกษาเพราะความโด่งดังของตัวงาน และตัวข้าพเจ้าเองก็ได้อ่านหนังสือเล่มนี้สองรอบก่อนจะสั่งให้นักเรียนอ่าน

ในระหว่างที่อ่านนั้น ข้าพเจ้าก็ตระหนักถึงความน่ากังวลใจในตัวข้อความตอนดังกล่าวที่สร้างความกังวลให้แก่ผู้ปกครองเหมือนกัน อย่างที่มันควรจะเป็น ฉากดังกล่าวนั้นโหดร้าย ทั้งภาษาก็ยังโจ่งแจ้ง

กระนั้น ก็ใช่ว่ามันจะเป็นไปอย่างไร้จุดหมายทางวรรณกรรมเลยเสียทีเดียว ตัวผู้เล่าซึ่งเป็นตัวละครหลักของเรื่องนั้นต้องเผชิญเหตุการณ์ที่ลดค่าความเป็นมนุษย์ของตนอย่างซ้ำๆเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิง ทั้งนี้มันเป็นความพยายามของแอทวูดที่จะบันทึกความน่าสะพรึงกลัวที่ปรากฏตัวอยู่ในสังคมที่สิทธิสตรีถูกเพิกเฉย และตัวผู้หญิงเองถูกปฏิบัติราวกับเป็น “เครื่องฟักไข่เดินได้”

การข่มขืนนั้นช่างโหดร้าย และคำของแอทวูดก็ทำหน้าที่ในการสะท้อนภาพความโหดร้ายนั้น แม้ว่าภาพๆนั้นจะโจ่งแจ้ง แต่มันก็ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างไม่มีจุดหมาย ไม่ต่างอะไรไปจากที่การนำเสนอภาพร่างนักโทษเปลือยเปล่า ผอมซูบที่ถูกทรมานในค่ายเอาชวิทซ์ (Auschwitz) ทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจถึงความยากลำบากของพวกเขา และกระตุ้นให้เรามีความมุ่งมั่นที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุแบบนั้นซ้ำสอง การเผยให้เห็นถึงสิ่งไม่น่าพิสมัยนั้น ไม่ใช่การส่งเสริมสิ่งดังกล่าว เพราะหากเป็นเช่นนั้น เรื่องราวการผจญภัยของฮัลเคิลแบร์รี่ ฟินน์ (The Adventures of Huckleberry Finn) ก็คงจะเท่ากับการส่งเสริมให้มีการเหยียดผิว เรื่อง Beloved ก็จะเท่ากับการส่งเสริมการฆ่าทารก หรือ Lords of the Flies ก็คงเป็นการส่งเสริมความป่าเถื่อน

อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวลใจอาจมาจากข้อกล่าวหาที่ว่าหนังสือเล่มดังกล่าวมีการมองโลกแบบ “ต่อต้านคริสตจักร” จริงอยู่ที่ว่าเนื้อหาในหนังสือที่แสดงให้เห็นการกระทำของทหารในชนชั้นปกครอง ที่นำเศษเสี้ยวของข้อมูลจากพระคัมภัร์ไบเบิลมาใช้ในทางที่ผิด นำมาเพื่อให้เหตุผลแก้ตัวต่อนโยบายและการกระทำชั่วร้ายของตน อย่างไรก็ดี ชิ้นส่วนของข้อมูลเหล่านั้นก็เป็นแค่นั้น ข้อความที่ตัดตอนจากบทอ่านอันขาดบริบทรอบข้าง ใช้ในทางที่ผิดไปจากจุดประสงค์ที่แท้จริงของมัน และอาจเป็นเพราะพลเมืองในโลกอุดมคติจอมปลอมแห่งนี้ถูกสั่งห้ามอ่านหนังสือใดๆทั้งสิ้น แม้แต่ตัวบทของไบเบิลเอง พวกเขาจึงไม่มีทางตรวจสอบพระคัมภีร์ได้เลย ใน The Handmaid’s Tale ภาษาของความเชื่อนั้นถูกบิดเบือนและถูกใช้ในทางที่ผิด ไม่ต่างอะไรจากการที่ความไม่เชื่อฟังของแฮม (Ham) ถูกนำไปใช้เพื่อแก้ต่างให้กับการค้าทาสในสหรัฐฯ หรือการที่ฮิตเลอร์ (Hitler) อ้างว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้นเป็นประสงค์ของพระเจ้า การทำให้เห็นและเข้าใจถึงการกระทำของมนุษย์ ที่มักนำการปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนามาใช้เพื่อกดขี่ข่มเหงผู้อื่นนั้น คือบทเรียนทางจริยธรรมที่หนังสือเล่มนี้มอบให้กับผู้อ่าน บทเรียนที่สามารถทำให้นักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดหรือมีความเชื่อแบบไหน เข้าใจถึงขีดของความชั่วร้ายที่มนุษย์สามารถกระทำได้

ข้าพเจ้าหวังว่าคำชี้แจ้งด้านบนจะให้ความกระจ่างแก่สิ่งที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องน่ากังวลใจของหนังสือเล่มนี้ สุดท้าย ข้าพเจ้าอยากบอกอีกเพียงว่า หนึ่งในหน้าที่ของวรรณกรรม คือการสาดแสงสว่างเพื่อส่องไปในทุกมุมของโลก แม้ว่าสิ่งที่เราจะพบนั้นจะมันอาจไม่น่าพิสมัยเท่าใดก็ตาม

จอช คอร์แมน

ที่มา : Bookriot
าพประกอบ  : Fatih Deneri


 

The Handmaid’s Tale เป็นวรรณกรรมแนว Dystopian ระดับขึ้นหิ้ง โดยมีฉากหลังเป็นโลกสมมติชื่อว่าสาธารณรัฐกีเลียด (Gilead) ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ มีทหารเป็นผู้นำ ยึดหลักคำสอนในคัมภีร์ไบเบิล(ที่ถูกบิดเบือน)เป็นกฎ ผู้คนในสาธารณรัฐกีเลียดไม่มีอิสระเสรีในการตัดสินใจใดๆในชีวิต ทุกคนถูกแบ่งเป็นชนชั้น โดยแยกจากกันด้วยสีของเสื้อผ้า ยิ่งไปกว่านั้น เพศหญิงถูกลดสถานะจาก “มนุษย์” ให้กลายเป็นเพียง “วัตถุ” ผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้อ่านหนังสือ ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ไม่ได้รับอนุญาตให้ครอบครองสมบัติ

หนังสือเล่มนี้เคยได้รับรางวัล Governor General’s Award for English language fiction และ Arthur C. Clarke Award และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอย่าง Booker Prize, Nebula Award และ Prometheus Award พร้อมทั้งถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และละครเวที

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
Filed under: Features

by

Via Suksantinunt

นักอ่านอิสระ มีผลงานเรื่องสั้นตีพิมพ์ในหนังสือ สะกด 3 (สำนักหนังสือไต้ฝุ่น) + เป็นบรรณาธิการต้นฉบับวรรณกรรมแปลชื่อ ซัม: สี่สิบเรื่องเล่าหลังความตาย (ไจไจบุ๊คส์)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *