Features
comment 1

วินัยของนักวิ่ง : มูราคามิ กับข้อคิดสำหรับนักเขียน

ค่ำคืนที่นอนไม่หลับ และเวลาที่เสียไปกับการจ้องมองหน้ากระดาษอันว่างเปล่า นั้นไม่ค่อยถูกนำมาใส่ใจหลังนักเขียนคนหนึ่งประสบความสำเร็จ

เพราะเมื่อเราพูดถึงความสำเร็จของงานชิ้นหนึ่ง เรามักสนใจแรงบันดาลใจของมันเป็นหลัก น้อยครั้งที่เราจะพูดถึงสิ่งที่สำคัญจริงๆอย่าง หยาดเหงื่อแรงกายที่ศิลปินต้องเสียไป นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมหนังสือ เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง [1] (What I Talk About When I Talk About Running) จึงเป็นหนังสือพูดถึงความสำเร็จในแง่มุมที่น่าสนใจกว่าหนังสือเล่มอื่นๆ

แม้มูราคามิจะพูดถึงพัฒนาการของตัวเขาในฐานะนักวิ่ง (จากการแข่งขันมาราธอนครั้งแรกไปสู่การแข่งขันไตรกีฬาครั้งแรก – ซึ่งก็คือความสำเร็จประเภทหนึ่ง) แต่เราก็ไม่วายเห็นความเชื่อมโยงระหว่างวินัยของ “การวิ่ง” กับ วินัยของ “การเขียน” และแลเห็นผลกระทบที่ประสบการณ์เหล่านี้มีต่องานเขียนของมูราคามิ อาจเป็นไปได้ว่า สำหรับมูราคามิแล้ว กระบวนการสร้างสรรค์นั้น คือกีฬาประเภทหนึ่ง

เราอาจสรุปคุณสมบัติที่นักวิ่ง (ซึ่งเรามองว่าแท้จริงหมายถึง นักเขียน) พึงมีจากหนังสือเล่มดังกล่าวออกเป็นสามข้อ ดังนี้
1. พรสวรรค์
2. สมาธิ
3. ความอดทน

พรสวรรค์
มูราคามิ มองว่าพรสวรรค์นั้นเป็นสิ่งที่หาซื้อหรือสอนกันไม่ได้ สำหรับนักเขียน มันเป็นเหมือน “สิ่งที่จำเป็นต้องมีอยู่ก่อน มากกว่าที่จะเป็นคุณสมบัติสำคัญ (ที่หามาได้)” เขายังบอกอีกว่า “ไม่ว่าคุณจะมีความกระตือรือร้นหรือทุ่มเทกับการเขียนแค่ไหน หากคุณไร้ซึ่งพรสวรรค์ทางด้านการเขียนแล้วล่ะก็ ลืมเรื่องที่จะเป็นนักเขียนไปได้เลย” และถึงแม้ว่าเราจะรู้ถึงความสำคัญของพรสวรรค์กันดีอยู่แล้ว แต่หลายคนก็ยังยึดติดกับความฝันที่จะเป็นนักเขียนอยู่ดี (ว่ากันว่าความอยากเป็นนักเขียนนี้ จะมีอายุขัยยืนยาวกว่าความฝันที่จะเป็นนักดนตรี หรือศิลปินวาดภาพเสียอีก) และอาจเป็นสิ่งนี้เอง ที่ทำให้มูราคามิมักพูดถึงดนตรีในแง่มุมที่ใกล้เคียงกับงานเขียน เขามักยกคีตกวีอย่าง ชูเบิร์ต  (Schubert) และโมซาร์ท (Mozart) ขึ้นมาเป็นตัวอย่างเสมอ มูราคามิกล่าวว่าทั้งสองนั้นเป็นตัวอย่างของศิลปินที่มีพรสวรรค์ล้นเหลือ​ “ผู้ซึ่งอัจฉริยภาพเปล่งประกายเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน” อย่างไรก็ดีเขายังบอกอีกว่า “แต่สำหรับคนส่วนใหญ่อย่างเราๆ สองคนนี้คงไม่ใช่ต้นแบบที่เหมาะสมเท่าไหร่นัก”

สมาธิ
นิตยสาร Economist Review เคยเปรียบมูราคามิว่า “หากไม่ใช่คนบ้า […] ก็คงเป็นคนที่มีสมาธิดีเยี่ยม” คุณสมบัตินี้ มูราคามิว่าคือคุณสมบัติเดียวที่สำคัญพอๆกันสำหรับทั้งนักกีฬาและนักเขียน เขานิยามสมาธิว่าเป็น “ความสามารถในการเพ่งความสนใจของพรสวรรค์ที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปที่สิ่งซึ่งมีความสำคัญสูงสุด ณ ช่วงเวลาหนึ่ง หากคุณไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้ ก็อย่าคิดว่าสิ่งที่คุณผลิตออกมาจะมีคุณค่าใดๆเลย” ตัวมูราคามิเองนั้น ใช้เวลากับงานเขียนของเขา 3 – 4 ชั่วโมงทุกเช้า “ผมนั่งที่โต๊ะทำงาน และตั้งใจเขียนเท่านั้น ผมไม่เห็นสิ่งอื่น ไม่คิดถึงสิ่งอื่นนอกเหนือจากนั้น” แม้หนังสือ เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง ของเขา จะให้รายละเอียดยาวยืดเกี่ยวกับตารางการซ้อมและวิธีการกินอาหาร แต่เมื่อมาถึงการเขียนเหมือนว่าจะมีวิธีเดียวที่จะทำให้สำเร็จลุล่วงได้ นั่นคือการนั่งลงและลงมือทำ

ความอดทน
หากคุณเปรียบตัวเองเป็นนักวิ่งเร็ว บางทีคุณอาจจะเหมาะกับการเขียนเรื่องสั้นมากกว่า “หากคุณเพ่งสมาธิไปที่การเขียนเป็นเวลาสามหรือสี่ชั่วโมงต่อวัน แล้วรู้สึกเหนื่อหน่ายกับมันภายหลังหนึ่งอาทิตย์” มูราคามิตำหนิ “คุณจะไม่มีวันเขียนงานยาวๆได้ สิ่งที่นักเขียน หรืออย่างน้อยคนที่หวังจะเขียนนิยายพึงมี คือพลังที่จะเพ่งสมาธิต่อสิ่งๆหนึ่งทุกวัน เป็นเวลาครึ่งปี หนึ่งปี หรือสองปี โชคดีหน่อยที่คุณสมบัติอย่าง การมีสมาธิและความอดทน แตกต่างจากพรสวรรค์ เพราะเป็นสิ่งที่สามารถได้มาและขัดเกลาได้ผ่านการฝึกฝน” ในการที่จะได้มาซึ่งคุณสมบัติทั้งสองข้อนี้ มูราคามิบอกว่าเราต้องทำสิ่งที่ “คล้ายการฝึกกล้ามเนื้อ […] อย่าง การจ็อกกิ้งทุกวันเพื่อสร้างความแข็งแรงให้แก่กล้ามเนื้อและสร้างรูปร่างนักวิ่งให้แก่คุณ”

ดูเหมือนว่ามูราคามิแทบจะไม่มีเวลาว่างให้กับการนั่งเฉยๆและรอแรงบันดาลใจให้บังเกิดเลย ที่เป็นเช่นนี้ อาจเพราะเขามองว่าความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ อันท้าทายกิจวัตรประจำวันแบบเดิมๆของเรา เป็นอะไรที่บ่อยครั้งจะสูญสลายไปหลังเราพบว่าสิ่งที่เราได้เริ่มทำนั้นช่างเจ็บปวดและน่าเหนื่อยหน่าย กลับกัน สำหรับการเขียนมูราคามิแนะนำว่า บางทีแค่การ “ปรากฏตัว” (show up) ก็อาจเพียงพอแล้ว เขาพูดถึงวินัยของนักเขียนในดวงใจอย่าง เรย์มอนด์ แชนด์เลอร์ (Raymond Chandler) ผู้ “นั่งลงและเพ่งสมาธิที่โต๊ะทำงานทุกค่ำคืน” แม้ว่าบางครั้งเขาจะไม่ได้เขียนอะไรเลยสักคำ นี่เป็นภาพที่เหมาะกับคำแนะนำของมูราคามิที่สุด เขาว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่นักเขียนพึงกระทำคือ การ “ซึบซาบเอาสิ่งที่เขากำลังจดจ่อให้แผ่ซ่านไปทั่วร่างของเขา”

[1] เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง แปลโดย นพดล เวชสวัสดิ์

ที่มา : Openculture
ภาพประกอบ : Guardian

 

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

1 Comment

  1. apinut says

    Very nice article, I love the power of concentration idea.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *