Reviews
Leave a comment

ความฝันของไอน์สไตน์ (Einstein’s Dreams)

นวนิยายเล่มบาง เปิดเรื่องด้วยบรรยากาศหงอยเหงายามเช้าของเสมียนหนุ่ม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขากำลังอยู่ในช่วงคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทฤษฎีอันโด่งดังที่ผลของมันสั่นไหวมาจนถึงโลกเราทุกวันนี้

เส้นเรื่องหลักคือเรื่องราวของไอน์สไตน์ที่อิงจากชีวประวัติแต่มีการเพิ่มสีสันแบบที่นวนิยายควรจะเป็น ระหว่างโครงสร้างหลักๆ นั้น แทรกคั่นไปด้วยบันทึก “ความฝัน” ของไอน์สไตน์หนุ่ม (ตัวละครในเรื่อง)

คนที่จะประสบความสำเร็จจนชื่อเป็นอมตะ และวาทะของเขายังคงติดหูว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” จะฝันอะไรบ้างในยามค่ำคืน

ไม่มีภาพรับรางวัลโนเบล หรือได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราวจากนักวิทยาศาสตร์ด้วยกัน

ในแต่ละค่ำคืน สมองและจินตนาการของเขาใช้ไปกับการฝันเรื่อง “เวลา”

แต่ละบทแบ่งออกคล้ายจะเป็นเรื่องสั้นย่อยๆ มาพร้อมกับการทดลองว่า หากเวลามีพฤติกรรมที่ต่างไปจากปกติสามัญ เรื่องราวการใช้ชีวิตของมนุษย์จะพิลึกพิลั่นไปแค่ไหน

หากเวลาหมุนเป็นวงกลมอยู่เสมอ ทุกการกระทำจะเกิดซ้ำ คนยังจะเห็นความสำคัญของ ‘ครั้งแรก’ หรือ ‘ครั้งสุดท้าย’ กันอยู่ใหม่

หากใครคนหนึ่งทะลุมิติเวลามาอยู่ในอดีต และรู้ตัวว่าหากเขาทำให้อะไรเปลี่ยนไปเพียงนิด เรื่องราวในอนาคตจะไม่มีทางเหมือนเดิมเขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างไร

จะเป็นไปได้ไหมที่จะมีสถานที่หนึ่ง ที่รวมเอาบ้านเรือนในศตวรรษต่างๆ มาอยู่ใน ‘พื้นที่’ เดียวกัน โดยผู้คนไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความประหลาด

ถ้าเวลาไม่ได้เดินไปข้างหน้าแบบที่เราคุ้นเคย สิ่งที่เกิดก่อนไม่จำเป็นต้องเป็น ‘เหตุ’ และสิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่ ‘ผล’ แล้วต่อจากนั้น คนจะใส่ใจกับสิ่งที่เขากระทำหรือไม่ ว่ามันจะนำไปสู่อะไร

ผู้คนจะปฏิบัติต่อกันอย่างไร เมื่อรู้ว่าอีกเพียงไม่นาน ‘เวลา’ ของพวกเขาจะหมดไป ไม่ใช่ด้วยความหิวโหย สงคราม ภัยพิบัติ พวกเขาแค่หายไปเฉยๆ ไม่ต้องแย่งชิง ไม่มีใครรอด

ในโลกหนึ่ง เราไม่ได้เลือกอย่างที่เราเลือกทุกวันนี้ และในอีกโลกเราก็ไม่ได้เลือกทั้งสองทาง และโลกเหล่านี้เดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน บนคนละเส้นแกนของเวลา

หากขึ้นต้นว่า นวนิยายวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่นำชื่อไอน์สไตน์มาเป็นชื่อเรื่อง ก็อาจจะทำให้คนไม่ชอบวิทยาศาสตร์เบือนหน้าหนี แต่นวนิยายเรื่องนี้ไม่เพียงหมกมุ่นอยู่กับโครงสร้าง “ถ้า… แล้ว…” แบบวิทย์ๆ ไลต์แมนมีทักษะในการพรรณนาเหตุการณ์ในจินตนาการของเขาให้ออกมาแจ่มชัด เมื่อเขาสนุกที่จะคิดเรื่องราวพวกนี้ คนอ่านก็สนุกที่จะนึกภาพตามไปด้วย ถือเป็นพื้นที่ที่เกิดขึ้นได้เพราะจินตนาการกับความรู้กลมเกลียวกัน ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ให้เราต้องเลือกแล้วทิ้งอีกอย่างโดยสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก ความฝันของไอน์สไตน์ ไม่ได้ร้อยรัดกันด้วยเรื่องๆ เดียว ทำให้เกิดอาการสะดุดอยู่บ่อยครั้ง ไม่มีความตื่นเต้นเร้าใจจากเหตุการณ์หลักในเรื่องมากพอที่จะทำให้ต้องอ่านจนจบในคราวเดียว แต่หากจะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนังสือขายดีและแปลไป 30 ภาษา ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเรื่องราวเหล่านั้นได้เปลี่ยนมุมมองของเราที่มีต่อเวลา โดยไม่ต้องอาศัยสมการใดมายืนยัน


 

อลัน ไลต์แมน (Alan Lightman) ผู้เขียน เป็นทั้งนักฟิสิกส์และนักประพันธ์ เขาเคยเป็นอาจารย์สอนทั้งสองศาสตร์ในสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และสร้างผลงานทั้งสองด้านออกมาโดดเด่นไม่แพ้กัน จะเรียกเขาว่าเป็นนักฟิสิกส์ที่ชอบเขียนหนังสือ หรือเป็นนักเขียนที่คลั่งไคล้ฟิสิกส์ อย่างใดอย่างหนึ่งก็คงไม่ได้

ผลงานชิ้นนี้เกิดจากการนำเอามุมมองของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อเวลา มาประยุกต์เข้ากับการสร้างสรรค์นวนิยาย แบบที่ไร้คำอธิบายทางทฤษฎี แต่มีเรื่องราวงดงามอยู่ในแต่ละย่อหน้า

 

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
Filed under: Reviews

by

Khing Amatyakul

ณัฐกานต์ อมาตยกุล อดีตเด็กฝึกงานเวย์ ปัจจุบันเขียนงานในกลุ่มสารคดีอิสระสายลมและดูแลสำนักพิมพ์เล็กๆ ชื่อไจไจบุ๊คส์ khunning.wordpress.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *