Month: September 2014

นาโบคอฟ : ว่าด้วยคุณสมบัติสำคัญของนักอ่านชั้นดี

“นักอ่านที่ดี นักอ่านผู้ยิ่งใหญ่ นักอ่านผู้กระตือรือร้นและมีความคิดสร้างสรรค์นั้นคือ นักอ่านซ้ำ” “ความพยายามทั้งปวงที่จะทำให้ได้มาซึ่งการขัดเกลาทางวรรณคดีนั้น เริ่มต้นจากความสามารถในการอ่านอย่างรอบคอบ” เอช. พี. เลิฟคราฟท์ (H.P. Lovecraft) นักเขียนชื่อดังกล่าวไว้ จากข้อความเบื้องต้นจะเห็นได้ว่าการอ่านนั้นถูกมองว่าเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง เป็นเทคนิคที่ปรับได้ และในขณะเดียวกัน “การไม่อ่าน” (non-reading) นั้นก็มีความสำคัญในฐานะที่เป็นทางเลือกหนึ่งพอๆกับการอ่าน ดังนี้ การอ่านนั้นจึงเป็นมากกว่าการรับสาร และมาพร้อมกับความชำนาญระดับหนึ่ง แต่อะไรกัน คือคุณสมบัติของการเป็น “นักอ่านที่ดี” ? ในหนังสือรวมบทความชื่อ Lectures on Literature นักเขียนวลาดิมีร์ นาโบคอฟ (Vladimir Nabokov) ได้สร้างแบบฝึกหัดชุดหนึ่งขึ้นมา เพื่อตั้งคำถามแก่นักเรียนในมหาวิทยาลัยท้องถิ่นที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง โดยเขาให้นักเรียนเลือกคำตอบ 4 ข้อ(จากทั้งหมด 10 ข้อ) ที่นักเรียนเห็นว่าเป็นคุณสมบัติที่ทำให้คนๆหนึ่งได้ชื่อว่าเป็น นักอ่านชั้นดี: 1. นักอ่านคนดังกล่าวต้องเป็นสมาชิกบุ๊กคลับ 2. นักอ่านคนดังกล่าวต้องพบว่าตัวละครหลักในเรื่องนั้นเหมือนตัวเอง 3. นักอ่านคนดังกล่าวต้องมุ่งความสนใจไปยังแง่มุมประเด็นทางสังคม-เศรษฐกิจ 4. นักอ่านคนดังกล่าวต้องชอบเรื่องที่มีการกระทำและบทสนทนามากกว่าเรื่องที่ไม่มี 5. นักอ่านคนดังกล่าวต้องเคยดูภาพยนตร์ที่ทำจากหนังสือเล่มนั้ันๆ 6. นักอ่านคนดังกล่าวต้องเป็นนักเขียนวัยแรกรุ่น 7. นักอ่านคนดังกล่าวต้องเป็นคนมีจินตนาการ […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

10 เล่ม ของ 6 นักเขียน

หากอยู่ๆ นักข่าวสัมภาษณ์นักเขียนคนดัง ถามว่าเขาชอบหนังสือเล่มใดที่สุด เขาอาจจะอึกอัก ไม่ทันตั้งตัว เพราะคงมีเป็นร้อยเล่มที่ผ่านเข้ามาในใจให้รู้สึกลังเล แล้วจำต้องสุ่มเลือกมาสักเล่ม พร้อมบรรยายคำอธิบายเหมาะๆ สวยๆ ให้สมกับเป็นนักเขียน ทว่าหนังสือเล่มนั้นอาจกลายเป็นคำตอบที่เขาอยากกลับมาแก้ไขใหม่ แต่ถ้านักเขียนได้มีเวลาคิดไตร่ตรอง (ด้วยความสนุกสนาน) ว่าที่ผ่านๆ มา มีหนังสือใดบ้างที่เขาให้ความสำคัญและส่งอิทธิพลทางวรรณกรรมและการใช้ชีวิต นี่คงเป็นโอกาสทองที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หน้านิวส์ฟีดของเหล่านักเขียนและนักอ่าน มีการส่งต่อภารกิจคิดรายชื่อหนังสือ 10 เล่ม ซึ่งต่างคนต่างก็ตีความว่าเป็นหนังสือเล่มโปรด หนังสือใกล้มือ หรือหนังสือที่ทำให้เขาเป็นเขาเช่นทุกวันนี้ แล้วทำการ tag เพื่อนคนอื่นๆ ในเฟซบุ๊กต่อไปอย่างคึกคัก อาจมองว่าเป็นจดหมายลูกโซ่ของหนอนหนังสือ หรือพื้นที่อวดรสนิยมก็ได้ แต่สำหรับเรา กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้เหล่านักอ่านได้ทำความรู้จักกับผู้เขียนผ่านสิ่งที่พวกเขาเคยอ่าน  และให้ความสำคัญต่อหนังสือนั้นๆ มากพอที่จะมาใส่ลงในรายชื่อนี้ เราอาจจะคิดต่อยอดไปว่า ทำไมหนอ… คนเหล่านี้จึงมีฝีไม้ลายมือเป็นเอกลักษณ์ดังเช่นตัวเขาทุกวันนี้ กลายเป็นนักเขียนที่โดดเด่นจนมีนักอ่านอีกมากมายบรรจุหนังสือของพวกเขาลงไปในรายชื่อ 10 เล่มของตัวเอง   อุทิศ เหมะมูล The Silent Cry – Kenzaburo Oe Thousand Cranes- Yasunari Kawabata Disgrace […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

ความฝันของไอน์สไตน์ (Einstein’s Dreams)

นวนิยายเล่มบาง เปิดเรื่องด้วยบรรยากาศหงอยเหงายามเช้าของเสมียนหนุ่ม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขากำลังอยู่ในช่วงคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทฤษฎีอันโด่งดังที่ผลของมันสั่นไหวมาจนถึงโลกเราทุกวันนี้ เส้นเรื่องหลักคือเรื่องราวของไอน์สไตน์ที่อิงจากชีวประวัติแต่มีการเพิ่มสีสันแบบที่นวนิยายควรจะเป็น ระหว่างโครงสร้างหลักๆ นั้น แทรกคั่นไปด้วยบันทึก “ความฝัน” ของไอน์สไตน์หนุ่ม (ตัวละครในเรื่อง) คนที่จะประสบความสำเร็จจนชื่อเป็นอมตะ และวาทะของเขายังคงติดหูว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” จะฝันอะไรบ้างในยามค่ำคืน ไม่มีภาพรับรางวัลโนเบล หรือได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราวจากนักวิทยาศาสตร์ด้วยกัน ในแต่ละค่ำคืน สมองและจินตนาการของเขาใช้ไปกับการฝันเรื่อง “เวลา” แต่ละบทแบ่งออกคล้ายจะเป็นเรื่องสั้นย่อยๆ มาพร้อมกับการทดลองว่า หากเวลามีพฤติกรรมที่ต่างไปจากปกติสามัญ เรื่องราวการใช้ชีวิตของมนุษย์จะพิลึกพิลั่นไปแค่ไหน หากเวลาหมุนเป็นวงกลมอยู่เสมอ ทุกการกระทำจะเกิดซ้ำ คนยังจะเห็นความสำคัญของ ‘ครั้งแรก’ หรือ ‘ครั้งสุดท้าย’ กันอยู่ใหม่ หากใครคนหนึ่งทะลุมิติเวลามาอยู่ในอดีต และรู้ตัวว่าหากเขาทำให้อะไรเปลี่ยนไปเพียงนิด เรื่องราวในอนาคตจะไม่มีทางเหมือนเดิมเขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างไร จะเป็นไปได้ไหมที่จะมีสถานที่หนึ่ง ที่รวมเอาบ้านเรือนในศตวรรษต่างๆ มาอยู่ใน ‘พื้นที่’ เดียวกัน โดยผู้คนไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความประหลาด ถ้าเวลาไม่ได้เดินไปข้างหน้าแบบที่เราคุ้นเคย สิ่งที่เกิดก่อนไม่จำเป็นต้องเป็น ‘เหตุ’ และสิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่ ‘ผล’ แล้วต่อจากนั้น คนจะใส่ใจกับสิ่งที่เขากระทำหรือไม่ ว่ามันจะนำไปสู่อะไร ผู้คนจะปฏิบัติต่อกันอย่างไร เมื่อรู้ว่าอีกเพียงไม่นาน ‘เวลา’ ของพวกเขาจะหมดไป ไม่ใช่ด้วยความหิวโหย […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

วินัยของนักวิ่ง : มูราคามิ กับข้อคิดสำหรับนักเขียน

ค่ำคืนที่นอนไม่หลับ และเวลาที่เสียไปกับการจ้องมองหน้ากระดาษอันว่างเปล่า นั้นไม่ค่อยถูกนำมาใส่ใจหลังนักเขียนคนหนึ่งประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อเราพูดถึงความสำเร็จของงานชิ้นหนึ่ง เรามักสนใจแรงบันดาลใจของมันเป็นหลัก น้อยครั้งที่เราจะพูดถึงสิ่งที่สำคัญจริงๆอย่าง หยาดเหงื่อแรงกายที่ศิลปินต้องเสียไป นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมหนังสือ เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง [1] (What I Talk About When I Talk About Running) จึงเป็นหนังสือพูดถึงความสำเร็จในแง่มุมที่น่าสนใจกว่าหนังสือเล่มอื่นๆ แม้มูราคามิจะพูดถึงพัฒนาการของตัวเขาในฐานะนักวิ่ง (จากการแข่งขันมาราธอนครั้งแรกไปสู่การแข่งขันไตรกีฬาครั้งแรก – ซึ่งก็คือความสำเร็จประเภทหนึ่ง) แต่เราก็ไม่วายเห็นความเชื่อมโยงระหว่างวินัยของ “การวิ่ง” กับ วินัยของ “การเขียน” และแลเห็นผลกระทบที่ประสบการณ์เหล่านี้มีต่องานเขียนของมูราคามิ อาจเป็นไปได้ว่า สำหรับมูราคามิแล้ว กระบวนการสร้างสรรค์นั้น คือกีฬาประเภทหนึ่ง เราอาจสรุปคุณสมบัติที่นักวิ่ง (ซึ่งเรามองว่าแท้จริงหมายถึง นักเขียน) พึงมีจากหนังสือเล่มดังกล่าวออกเป็นสามข้อ ดังนี้ 1. พรสวรรค์ 2. สมาธิ 3. ความอดทน พรสวรรค์ มูราคามิ มองว่าพรสวรรค์นั้นเป็นสิ่งที่หาซื้อหรือสอนกันไม่ได้ สำหรับนักเขียน มันเป็นเหมือน “สิ่งที่จำเป็นต้องมีอยู่ก่อน มากกว่าที่จะเป็นคุณสมบัติสำคัญ (ที่หามาได้)” เขายังบอกอีกว่า “ไม่ว่าคุณจะมีความกระตือรือร้นหรือทุ่มเทกับการเขียนแค่ไหน หากคุณไร้ซึ่งพรสวรรค์ทางด้านการเขียนแล้วล่ะก็ ลืมเรื่องที่จะเป็นนักเขียนไปได้เลย” และถึงแม้ว่าเราจะรู้ถึงความสำคัญของพรสวรรค์กันดีอยู่แล้ว แต่หลายคนก็ยังยึดติดกับความฝันที่จะเป็นนักเขียนอยู่ดี […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

5 ข้อน่ารู้เก่ียวกับตอลสตอย

เลียฟ ตอลสตอย (ภาษาอังกฤษออกเสียงว่า เลโอ/ลีโอ ตอลสตอย) เป็นนักเขียนชื่อดังชาวรัสเซีย ผลงานของเขาเช่น อันนา คาเรนินา [1] (Anna Karenina) หรือ สงครามและสันติภาพ [2] (War and Peace) นั้นเป็นที่ตรึงใจของใครหลายๆคน ทำให้เขาถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเขียนที่ดีที่สุดตลอดกาล หากคุณคิดว่างานเขียนของตอลสตอยน่าสนใจแล้ว ชีวิตของเขานั้นยิ่งน่าสนใจกว่า ต่อจากนี้คือ 5 ข้อเท็จจริงน่ารู้เกี่ยวกับนักเขียนเลื่องชื่อ เลียฟ ตอลสตอย 1.) ตอลสตอยเป็นผู้นิยมลัทธิอนาธิปไตยคริสเตียน (Christian anarchism) และผู้ต่อสู้เพื่อสันติภาพ (Pacifist) เขาเชื่อว่ารัฐเป็นผู้มีส่วนร่วมหลักในสงครามและการฆาตกรรม ดังนั้นรัฐจึงควรถูกเพิกเฉยเสีย ต่อมา แนวคิดนี้ของตอลสตอยมีคนนิยมชมชอบอย่าง มหาตมะ คานธี (Mohandas Gandhi) และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.) 2.) ตอลสตอยรักการบริจาค หลังหนังสือ อันนา คาเรนินา ออกวางจำหน่าย ตอลสตอยก็ทำรายได้มหาศาลพอๆกับผู้ชนะรางวัลโนเบล แต่แทนที่นำเงินมาใช้จ่ายส่วนตัว เขากลับตัดสินใจยกทรัพย์สินเกือบทั้งหมดให้กับขอทาน […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

Events : September

เดือนกันยายนใช่ว่าจะเป็นเดือนที่คึกคักสำหรับแวดวงแฟชั่นเท่านั้น เพราะสำหรับแวดวงวรรณกรรมไทยแล้ว เราก็มีกิจกรรมดีๆมากมายไม่แพ้กัน ต่อจากนี้คืองานกิจกรรมที่ Papercuts ได้รวบรวมมาเพื่อให้ผู้อ่านได้เลือกสรรเพื่อเข้าร่วมกันตามอัธยาศัย 🙂 1. Readery Hangouts #01 Readery เชิญชวนสาวกมูราคามิทุกคน ส่งคลิปสั้นๆ เล่าว่า “มูราคามิเล่มโปรด?” หรือ “ทำไมชอบอ่านมูราคามิ?” คลิปโดนใจ จะได้รับต้นฉบับ “ชายไร้สีกับปีแสวงบุญ” (Colorless Tsukuru Tazaki and His Years of Pilgrimage) อ่านก่อนใคร แล้วมาออนไลน์คุยกันในงาน Readery Hangouts #01 ส่งคลิปได้ที่ hangouts@readery.co ภายในวันที่ 10 กันยายน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่: http://bit.ly/ReaderyHangouts01 2. This is Not Fiction#3: เรื่องจริงอิงนิยาย The Reluctant Fundamentalist (Mohsin Hamid) The Reading Room เชิญชวนทุกท่านค้นหาความจริงจากเรื่องแต่ง ผ่านงานวรรณกรรม The Reluctant […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

มาร์กาเร็ต แอทวูด เข้าร่วมโครงการ The Future Library

มาร์กาเร็ต แอทวูด (Margaret Atwood) นักเขียนรางวัล Man Booker Prize เจ้าของผลงานชื่อดังอย่าง The Handmaid’s Tale และ The Blind Assassin เป็นคนแรกที่ตอบรับเป็นผู้เข้าร่วมโครงการ “The Future Library” หรือ “ห้องสมุดอนาคต” ของ เคที แพตเทอร์สัน (Katie Paterson) นักเขียนชื่อดังชาวสก็อต โดยโครงการนี้ จะเชิญนักเขียนหนึ่งท่านในแต่ละปี (เป็นเวลา 100 ปี)ให้มาสร้างสรรค์ผลงานสำหรับตีพิมพ์ในปีค.ศ. 2114 ด้วยกระดาษที่จะผลิตจากต้นไม้กว่า 1,000 ต้นในป่า Nordmarka ของเมืองออสโล (Oslo) ที่ทางโครงการปลูกไว้ แพตเทอร์สันกล่าวว่า งานเขียนเหล่านั้นอาจเป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่เรื่องสั้นจนถึงนวนิยาย ไม่จำกัดวิธีการใช้ภาษาและลักษณะของเนื้อหา อย่างไรก็ดีงานเขียนทั้งหมดจะต้องตั้งอยู่บนแนวคิดเดียวกัน นั่นก็คือ จินตนาการและกาลเวลา สิ่งที่เธอเห็นว่าสำคัญที่สุด คือการให้งานเขียนในโครงการสะท้อนเหตุการณ์ในปัจจุบัน หรือยุคที่นักเขียนคนดังกล่าวอาศัยอยู่ เพื่อที่ว่าเมื่อคนเปิดอ่านงานเขียนเหล่านี้ในอนาคต เขาจะได้รู้ว่าเรามีความเป็นอยู่อย่างไรในตอนนี้

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

จดหมายจากอาจารย์สอนวรรณคดี : ว่าด้วยหน้าที่ของงานวรรณกรรม

เมื่อปลายปี 2013  จอช คอร์แมน (Josh Corman) คุณครูวิชาภาษาอังกฤษในสหรัฐอเมริกา ได้รับจดหมายแจ้งจากทางโรงเรียนที่เขาประจำอยู่ ว่ามีผู้ปกครองจำนวนหนึ่งร้องเรียนและตำหนิการเลือกใช้หนังสือ The Handmaid’s Tale (อ่านเรื่องย่อได้ด้านล่าง) เพื่อสอนลูกศิษย์ของเขา โดยกลุ่มผู้ปกครองมองว่าหนังสือเล่มดังกล่าวเต็มไปด้วย “เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม” ไม่สมควรจะนำมาใช้สอนนักเรียนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทางโรงเรียนให้คอร์แมนไปชี้แจงกับผู้ปกครอง แต่แล้วการสนทนาก็ไม่ได้นำไปสู่ข้อสรุปอะไร  ด้วยคาดว่าจะมีผู้ปกครองมาร้องเรียนเพิ่มเติม คอร์แมนจึงตัดสินใจร่างจดหมายสั้นๆ อธิบายการตัดสินใจของเขาในการเลือกหนังสือเล่มดังกล่าวเอาไว้เพื่อเตรียมแจกให้กับใครก็ตามที่มีข้อสงสัย แม้จะตั้งใจให้จดหมายทำหน้าที่ชี้แจงการตัดสินใจเลือกหนังสือเล่มหนึ่งเพื่อมาใช้สอนหนังสือ แต่จดหมายของคอร์แมนกลับเป็นมากกว่าการชี้แจงหรือแก้ตัว มันไม่ได้พูดถึงแค่ The Handmaid’s Tales แต่กลับสะท้อนคุณค่าของวรรณกรรมโดยรวมได้เป็นอย่างดี เนื้อความในจดหมาย : การที่การตัดสินใจเลือกหนังสือ The Handmaid’s Tale ซึ่งแต่งโดยมาร์กาเร็ต แอทวูด (Margaret Atwood) ของข้าพเจ้าเพื่อสอนในชั้นเรียน AP Language and Composition นั้นถูกเพ่งเล็ง อาจมีสาเหตุหลัก(แต่ไม่ใช้สาเหตุเดียว)มาจากตอนหนึ่งในเรื่องที่เผยให้เห็นเพศหญิงซึ่งตกเป็นเบี้ยล่าง ถูกใช้กำลังบังคับให้เป็นทาสในสังคมดิสโทเปียแห่งอนาคตที่ปกครอบด้วยระบอบเผด็จการ ก่อนอื่น ข้าพเจ้าขอกล่าวว่าหนังสือ The Handmaid’s Tale เล่มนี้นั้นถูกนำมาใช้สอนในห้องเรียนระดับไฮสคูลอย่างแพร่หลายในสหรัฐฯ หากลองค้นหาในอินเทอร์เน็ตดู จะพบว่ามันถูกนำไปบรรจุอยู่ในหลักสูตร AP Language and Literature ในเทกซัส แมสซาชูเซตส์ […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

ความฝันของคนวิกลจริต: บทสนทนาจากเหลาจื่อถึงดอสโตเยฟสกี

หากว่ากันตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พอจะมีให้สืบค้นอยู่บ้าง ปราชญ์ชาวจีนโบราณอย่างเหลาจื่อ และ หนึ่งในเสาหลักแห่งวรรณกรรมรัสเซียอย่าง ฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี ไม่น่าจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ยังมิต้องเอ่ยถึงข้อจำกัดทางภาษาที่กั้นกลางอยู่ระหว่างผลงานของคนทั้งสอง และทำให้การบรรจบทางความคิดครั้งสำคัญนี้ดูจะเป็นไปไม่ได้ กระนั้นก็ตาม แก่นของเรื่อง ความฝันของคนวิกลจริต[1] หรือ The Dream of a Ridiculous Man เรื่องสั้นขนาดยาวชิ้นสุดท้ายของดอสโตเยฟสกี กลับดูเหมือนได้รับอิทธิพลอย่างมีนัยยะสำคัญ จากแนวคิดในลัทธิเต๋าของเหลาจื่อ ความฝันของคนวิกลจริต เป็นการเล่าเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่รู้สึกตัดขาดจากโลกียวิสัย เขารู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารเพียงพอที่จะสามารถให้คุณค่าแก่การดำรงอยู่ของตัวเอง นั่นทำให้เขาครุ่นคิดถึงการฆ่าตัวตายอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งในค่ำคืนของวันที่ 13 พฤศจิกายน ขณะกำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่นั้นเอง เด็กสาวคนหนึ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือจากเขา แต่เขากลับผลักไส และปฏิเสธคำขอร้องของเธออย่างไม่ไยดี เพียงเพราะรู้ดีว่า การขจัดความอาวรณ์ทั้งมวลเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้เพื่อจะจากโลกนี้ไปอย่างสงบ แต่แล้วเมื่อกลับมาถึงถึงห้องพัก ภายใต้บรรยากาศอึมครึมและกระบอกปืนที่วางอยู่เบื้องหน้า เขากลับต้องนั่งไตร่ตรองเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาอีกครั้ง กระทั่งเผลอหลับ และเข้าสู่โลกแห่งความฝันแปลกประหลาดที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการวิพากษ์คุณค่าของความเป็นมนุษย์หลากหลายมิติ น่าสนใจว่า หากตีความสรรพนาม “ผม” ที่ปรากฏในเรื่องนี้ คำว่า “ผม” สามารถเป็นตัวแทนของทั้งดอสโตเยฟสกีเอง และในขณะเดียวกันก็มีความหมายรวมถึงมนุษย์โดยทั่วไปด้วย “ยิ่งวันเวลาผ่านไปในแต่ละปี ผมยิ่งรู้สึกโง่ลง… โง่ลงในทุกๆ เรื่อง ผู้คนรอบข้างมักหัวเราะผมอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีใครสักคนเดียวในบรรดาผู้คนเหล่านั้นที่จะล่วงรู้หรือเฉลียวใจว่า ผมนี่แหละรู้ดีที่สุด […]

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page

Book Release : September

หนังสือใหม่ :  กันยายน 2557 การเฝ้ารออันเงียบงัน แปลจากหนังสือ: The Crying of Lot 49 ผู้แต่ง: Thomas Pynchon สำนักพิมพ์: ไลต์เฮาส์พับลิชชิ่ง การเฝ้ารออันเงียบงัน  เป็นเรื่องราวของ เอดิปา มาส ผู้ได้รับมอบหมายจาก เพียรซ์ อินเวราริตี้ อดีตคนรักผู้ล่วงลับให้เป็นผู้จัดการมรดกอันมหาศาล เธอเข้าสู่วังวนของการค้นหาความจริง (จากความสงสัยใคร่รู้ของเธอเองหรือเป็นแผนการของเพียรซ์กันแน่) ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ‘ความจริง’ ก็อาจเป็น ‘ความลวง’ ซึ่งเธอไม่มีทางรู้อย่างแน่ชัดได้เลย นวนิยายเรื่องนี้มีลักษณะการเล่าเรื่องแนวแสวงหาหรือ Quest Narrative ที่ท้าทายความเชื่อมั่นต่อการมีตัวตนของมนุษย์ ว่าด้วยการรอคอยให้เรื่องราวเปิดเผยหรือการประกาศความจริงบางอย่าง และเต็มไปด้วยแรงกระตุ้นที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความระแวงแคลงใจ ความกังวลสงสัยต่อเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดเวลา ที่มา : Readery.co

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page