Features
Leave a comment

อภิปราย: “มหัศจรรย์เรื่องสั้น-ประสบการณ์นักเขียนรางวัลซีไรต์ไทย”

วันที่ 13 สิงหาคม 2557 นักเขียนเยาวชนผู้เข้ารอบโครงการประกวดเรื่องสั้น ASEAN YOUNG WRITERS AWARD (ไทย) ได้มีโอกาสฟังการอภิปรายจากคุณอุทิศ เหมะมูล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ลับแล, แก่งคอย พ.ศ. 2552  และคุณเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ นักเขียนรางวัลซีไรต์ แม่น้ำรำลึก พ.ศ. 2547 ว่าด้วยเส้นทางการเป็นนักเขียน โดยมีคุณจรูญพร ปรปักษ์ประลัย นักวิจารณ์วรรณกรรมชื่อดัง เป็นผู้ดำเนินรายการ

พวกเขาเล่าประสบการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานเขียน แนวคิดในการสร้างสรรค์งาน วิธีการดำเนินชีวิตในอาชีพนักเขียน และแรงบันดาลใจตามรายทาง ซึ่งก็มีชื่อวรรณกรรมระดับโลกที่ช่วยจุดไฟให้นักเขียนซีไรต์ทั้งสองด้วย Papercuts จึงคิดว่านี่เป็นบทสัมภาษณ์ที่ทำให้เห็นว่าวรรณกรรมมีพลังต่อกันอย่างไม่จำกัดสัญชาติ

แม้การเขียนจะไม่ได้มีเส้นทางตายตัว แต่เราเชื่อว่าคำแนะนำจากรุ่นพี่ที่เดินนำหน้าไปก่อนแล้ว ก็น่าจะมีประโยชน์ ไม่เฉพาะกับผู้เข้ารอบการประกวดเท่านั้น แต่มีประโยชน์ต่อนักหัดเขียนทั้งหลายที่กำลังนั่งทำงานของตัวเองอย่างเงียบๆ ที่มุมใดมุมหนึ่ง

เราก็แค่หวังว่า อ่านเพื่อเขียนกันต่อไปนะ

ภาพประกอบ : นาว.



จรูญพร:
เริ่มต้นเขียนหนังสือได้อย่างไร

อุทิศ : เริ่มต้นเป็นหลักเป็นฐานจริงๆ คือเขียนงานวิจารณ์ภาพยนตร์ในมูฟวี่ไทม์ แล้วก็ทำมาหลายปีต่อเนื่อง และเนื่องจากว่าเราตัดสินใจทำงานเขียนเป็นงานเลี้ยงตัวเองให้ได้ ก็ขอเขียนชนโรง เพิ่มนะ ไปดูหนังนอกกระแสที่เข้าตามโรงภาพยนตร์ เขียนวิจารณ์มาให้

งานเขียนบทวิจารณ์ เราฝึกจากการไปดูงานของคนอื่น ถึงแม้จะต่างสาขา เป็นภาพยนตร์ก็ตาม แต่เวลาเรามาเขียน มันก็ต้องมีทั้งส่วนที่บรรยายสิ่งที่ได้ดูมา สรุปเรื่องราว เนื้อหา และประเด็น หรือสิ่งต่างๆ ที่เราจะพูด มันก็เหมือนกับเป็นการฝึกจัดลำดับความคิด  ซึ่งผมว่ามันเป็นเวทีที่ดีมาก การที่ได้เขียนบทวิจารณ์วรรณกรรมหรือบทความ มันช่วยฝึกทำงานแทบทุกวัน

พอมันกลายเป็นชีวิตประจำวัน ความคิดเรื่องเกี่ยวกับการจัดการศิลปะมันค่อยๆ เริ่มกลายพันธุ์ ตอนนั้นเรายังรู้สึกว่าศิลปินต้องมีอารมณ์ก่อน ถึงจะสร้างงาน ผมก็เรียนจิตรกรรม ที่ศิลปากรมา เพราะฉะนั้น เราก็ยังยึดติดอยู่กับมายาคติที่ว่า ต้องมีอารมณ์ถึงจะสร้างงาน

การเขียนตรงนี้แหละที่ฝึกวินัยให้ตลอด ไม่มีอารมณ์ก็ต้องเขียน …ต้องเอาตังค์ ต้องเคี่ยวเข็ญตัวเองขึ้นมา ลุกขึ้นมาตั้งสติ ตั้งใจเขียนมันออกมา ผมว่ามันช่วยได้มากเลย แล้วมันกลายเป็นนิสัยของการทำงานเขียนจนถึงในยุคปัจจุบัน

จรูญพร: แล้วจุดที่มันพัฒนามาเป็นนิยาย หรือเรื่องสั้น มันไปยังไงครับ

อุทิศ: ก็เห็นของคนอื่นมามาก สมมติดูหนัง เรารู้สึกว่า ถ้าเป็นเรา เราจะทำแบบไหน บางทีก็ ไม่ชอบฉากนี้ ฉากนี้เข้ามาทำไม หรือว่าตอนจบ แหม ถ้ามันได้มากกว่าอีกนิด มันน่าจะดีสำหรับเรา

พอได้ดูความคิดคนอื่นในผลงานสร้างสรรค์ เราก็ได้เรียนรู้ไปด้วย เรียนรู้ภาษา ไวยากรณ์ เรียนรู้มุมมอง สิ่งที่ตัวผลงานนั้นนำเสนอออกมา บางเรื่องก็เป็นมุมมองที่เล็กน้อยมากๆ แต่ว่าอ่านแล้วรู้สึกประทับใจ บันดาลใจ ใหญ่โตมากๆ มันใช้พลังใจขนาดไหนในการอยู่กับมัน และถ่ายทอดมันออกมา

เราคิดต่อจากส่วนที่ได้อ่านมา จนทำให้ลองเอาส่วนของตัวเองออกมาเผยแพร่บ้าง เริ่มเขียนจากส่วนที่ตัวเองรู้จักที่สุด มีประสบการณ์ เคยเห็น เอ้อ เหตุการณ์นี้น่าจะเอามาเล่าเป็นเรื่องเป็นราว แล้วสามารถที่จะสื่อถึงสิ่งที่ตัวเองอยากจะบอก เริ่มเขียนจากจุดนั้น ตอนนั้นน่าจะปี 2544 เรื่อง “วายุ” ได้ประสบการณ์มาจากตอนที่ตัวเองเป็นดีเจ เราก็เอาประสบการณ์ ผู้คนที่เจอในร้านอาหาร ลักษณะ บุคลิก ท่าทาง ซึ่งเราเก็บแล้วก็ซึมซับมา เอามาเขียน

เรวัตร์: เรามาแบบเด็กหนุ่ม จบมัธยม 6 ก็ไม่ได้เรียนต่อ จู่ๆ ก็ไปเปิดนิตยสารวรรณกรรม ฟ้าเมืองทอง ถนนหนังสือ เราก็ว่า เฮอะ เป็นนักเขียนเถอะ คิดง่ายมากเลย มันรู้สึกเท่ ในวัย 18-19 ปีไงครับ มันมีชื่อเรื่องสั้น แล้วรองลงมาเป็นชื่อผู้เขียน เราคิดว่าเราจบ ม.6 นี่ ผู้หญิงที่เราหมายปองที่เข้าไปเรียนในเมืองกรุง สักวันหนึ่งต้องเปิดหนังสือเจอชื่อเรวัตร์เลยครับ มันคือความคิดแรกสำหรับหนุ่มที่ทำไร่ทำนาว่า มันน่าจะมีจุดขายบ้าง

จะเขียนยังไงดีล่ะ เด็กหนุ่ม ยังไม่ได้ออกไปเผชิญโลกภายนอก วัยมัธยม เราออกจากบ้านไปอยู่วัดประมาณ 4-5 ปี นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องทุ่งไร่ทุ่งนา เราเขียนเรื่องฉากในบ้านนา เขียนเรื่องบ่อขวาก บ่อขวากที่เมื่อก่อนคนจะมีบ้านละบ่อสองบ่อ ด้วยความที่มีปลาชุม ชาวนาก็ละโมบ หลาวไม้แหลมๆ ไปปักไว้ในสระตัวเอง เพื่อที่ว่าถ้าใครมาลักปลา ลงไปก็ถึงตาย เพียงแค่หว่านแหแล้วกระโดดตาม ก็ทะลุหลังได้

เขียนไปเขียนมาก็ได้ลงหนังสือที่ว่านี้ล่ะครับ เลยคิดว่า เราเป็นนักเขียนได้เหมือนกันเนอะ เกิดความมั่นใจแบบเด็กหนุ่ม ถ้าเกิดเราไม่ได้ลงก็คงจะล้มเลิก

ทีนี้พอหมดเรื่อง ก็ออกจากบ้าน สมัครเกณฑ์ทหารเต็มๆ 2 ปี ไปอยู่ที่กาญจนบุรี ได้ประสบการณ์ที่มัน… เอ้ คิดผิดหรือเปล่าว้า ไม่น่าสมัครเลย น้ำตาเล็ดน้ำตาไหล วันแรกเราไปถึงเขาให้แก้ผ้าหมดเลย 100 คน  ตีลังกาม้วนหลัง แค่ม้วนหน้าก็จะตายอยู่แล้ว ให้ม้วนหลัง แล้วในค่าย สภาพชนบทมาก มีตัวโคกกระสุน เป็นหญ้าที่มีหนามแหลม ทิ่มยางจักรยานก็รั่ว พวกเราก็ต้องกลิ้งผ่านโคกกระสุน ไปลงบ่อเกรอะ ดำน้ำ แล้วอมน้ำมาบ้วนให้เขาเห็นด้วย

นี่คือการลงไปหาประสบการณ์ มันมีเรื่องสั้นอยู่เรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่อง ค่ายและคุก เกี่ยวกับทหาร เราตั้งคำถามว่า แม่กับชาติ เรารักอะไรกว่ากัน สำหรับคนหนุ่ม แม่ก็ป่วยอยู่ที่บ้าน กูจะรักชาติจริงหรือเปล่าวะเนี่ย ชาติคืออะไร  ชาติมันแข็งเป็นก้อนๆ เป็นแผ่นๆ หรือไง เราก็ตั้งคำถามไปเรื่อยๆ ไม่มีใครมาจ้างเป็นดีเจ เพราะเสียงเหน่อ นะครับ

จากนั้นก็ไปเป็นกรรมกรโรงงานทำรองเท้า เขียนบทกวีส่ง รู้จักพี่อี๊ดผ่านตัวหนังสือ สักพักก็เขียนจดหมายไปว่า “มีงานไหมครับ สำหรับคนจบมอ 6” อธิบายว่าทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับคนเขียนหนังสือ อยากอ่านหนังสือมากขึ้น

มันก็เริ่มเปิดโลก ได้อ่านหนังสือ ได้อ่านดอสโตเยฟสกี มันอาจจะไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เราก็รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ รู้สึกชอบ รู้สึกว่ามันกลั่นออกมาจากชีวิตข้างใน พวกกระแสสำนึกที่มันเข้มข้น เราก็ชอบอะไรพวกนี้ ชีวิตที่มันหนักๆ

นี่คือการเริ่มต้นจากความไม่รู้ แต่เพราะรัก เข้าไปหา มีหลายช่วงเวลาที่เราคิดว่าเลิกเถอะ เพราะมันก็ไม่ได้เลี้ยงเราเลย เรื่องสั้นเรื่องแรก ก็ไม่ได้ค่าต้นฉบับด้วยซ้ำ แต่ก็ดีใจมากเลยนะ ไปยืมเงินคนอื่นมากินฉลอง

ประสบการณ์ทั่วไป เราไม่ได้คิดว่าจะเอามาเขียนหนังสือหรือเปล่า แต่เวลานั่งลงต่อหน้างานเขียนมันออกมาเอง ผมว่าประสบการณ์ทุกอย่างมันก็มีคุณค่าหมด บางคนอาจจะชีวิตสบาย ไม่ต้องไปลำบาก เขาก็มีเรื่องที่เขียนได้ เขียนเรื่องที่มีความสุข รื่นรมย์


                                                          one hundred years of solitude

 

จรูญพร: เขียนไปได้สักพักหนึ่ง รู้ได้อย่างไรว่าต้องเขียนงานแบบไหน เรื่องราวแบบไหน การเล่าเรื่องวิธีไหน เรามีกระบวนการสร้างความเป็นนักเขียนอย่างไร

อุทิศ:ได้มาจากการอ่าน การดู การเห็น มันมีทั้งประสบการณ์ตรงกับประสบการณ์ชั้นสองที่ได้จากการอ่านหนังสือและการดูหนัง สำหรับประสบการณ์ตรง ผมว่าแต่ละคนต่างก็มีเรื่องที่ต้องผ่าน เฉพาะทาง เฉพาะแบบ กันอยู่แล้ว ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นฐานอยู่กับตัวเอง มีเรื่องที่จะบอก แต่การอ่านหนังสือ การดูหนัง มันทำให้เราหาแบบ วิธี ในการเอาเรื่องเล่าที่มีอยู่มาใส่ เราอ่านงานของคนอื่นมากขึ้น เราเห็นวิธีการ การใช้ภาษา ถ้าเป็นภาพยนตร์ ก็เป็นภาษาของภาพยนตร์ เราเห็นว่าเขาใช้มันยังไง ใช้มันคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน

วรรณกรรมมันก็มีไวยากรณ์ของมันหลายส่วน ตอนอายุ15 ปี ผมเริ่มอ่านวรรณกรรมแปล ตอนนั้นเรียนอยู่ที่โคราช เวลาตกเย็น ไม่มีอะไรทำ เข้าไปในเมือง มีร้านดวงกมลใหญ่มาก หลายคูหา เขาไปเดินซื้อหนังสือปกสวยๆ ได้พี่น้องคารามาซอฟ (The Brother Karamazov) ได้หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว (One Hundred Years of Solitude) สมัยนั้นเป็นปกสีน้ำเงินแข็งๆ ซื้อเก็บไว้ และอ่านในช่วงนั้น

แต่มีอยู่ช่วงหนึ่ง การอ่านวรรณกรรมแผ่วจางไป ไปอ่านอะไรที่เป็นศาสนามากขึ้น ตอนนั้นจะเป็น คานธี กฤษณะมูรติ อยากจะเป็นผู้เข้าใจชีวิต นุ่งขาว ห่มขาว สะพายย่าม ถือไม้ไผ่ไปเรียนด้วยนะครับ คนก็ว่า “ไอ้บ้า!”

เราพยายามแสวงหาพลัง หรือความลึกซึ้ง แต่เราก็ไม่อยากเหมือนคนทั่วไป ตอนนั้นคือ เหยียดคนอื่นหมด เขาว่าเราเป็นไอ้บ้านะ เราก็บอกว่า “มึงนั่นแหละบ้า ตื้นเขิน ชีวิตอย่างนี้อยู่ได้อย่างไร พวกฉาบฉวย” แต่เรานี่จิตใจหมกไหม้อยู่คนเดียว ปรากฏว่าไม่ได้อะไรเลยจากการอ่านอะไรที่ควรจะต้องละเอียด ถามว่ามันได้ไหม มันได้นะ สำรวจให้เห็นว่าใจของเรามันรุ่มร้อน มันก็เลยเป็นอย่างนั้นไป

ตอนเรียนจิตรกรรมอยู่ที่ศิลปากร ช่วงนั้นห่างหายจากหนังสือ เริ่มชอบหนังมากขึ้น ภาษาของหนังมันกระทบใจเรามากขึ้น คุณสนธยา ทรัพย์เย็น เขาก็มีฉายหนังอยู่ที่ซีคอนสแควร์ ทุกสัปดาห์ เวลาดูหนังเสร็จก็คุยกัน มันเป็นหนังมีความคิดก้าวหน้าทางฝั่งยุโรป มันเป็นภาษาที่เรามาได้รับจากหนังฮอลิวู้ด เราก็รู้หมดเลย ว่าเฟรนช์นิวเวฟเป็นอย่างไร ก็เลยเริ่มจากประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์ ไปกันใหญ่เลยครับ

ตอนนั้นไม่นุ่งขาวแล้วครับ ย้อมผมเป็นสีทอง ก็เปลี่ยนไปเรื่อยล่ะครับ ก็ได้ศึกษาภาษาหนัง การจัมพ์คัตของโกดาต์เป็นแบบไหน ทำไมมันถึงย่นเวลา หรืองานของอันโตนิโอนี ทำไมเวลาในสถานที่หนึ่ง กับอีกสถานที่หนึ่ง มันถึงมาวางคู่กันแล้วเกิดการไหลเลือนเข้าหากัน เราก็รู้สึกว่าเรากระหายที่จะเรียนรู้จากมันมากขึ้น พอกลับมาอ่านวรรณกรรมใหม่ เราก็เห็น ในส่วนที่เราไม่เคยเห็นในงานวรรณกรรมตอนที่เราอายุ 15-16 ปี

เราก็รู้สึกว่า ศิลปะทุกๆ อย่าง มันไม่ได้มีแค่เรื่องเล่า แต่มันต้องมีการสร้างสรรค์ มีภาษา รูปแบบของมัน เราเห็นสิ่งเหล่านี้ แล้วก็เกิดความชื่นใจ เข้าใจมากขึ้น บางส่วนที่เราเข้าใจความนัยของมัน สิ่งที่มันไม่ได้พูดในเรื่อง แต่มันอวลอยู่ในนั้น หรือสิ่งที่มันจงใจที่จะไม่อยู่ในตัวบทของมัน ความสนุกสนานในการอ่านก็เกิดขึ้นด้วย แล้วก็เลยนำมาใช้ในงานเขียนของตัวเอง

เราประทับใจงานดอสโตเยฟสกี (Dostoevsky) จังหวะการอ่าน มันควบคุมจังหวะของคนอ่านได้เลย คนที่อ่านจะรู้สึกแบบนั้น จังหวะลมหายใจ ฉากที่สร้าง ทั้งๆ ที่ 10-20 หน้า มันไม่ได้เคลื่อนผ่านไปไหนเลยนะ หรือว่าการกระทำที่จะเขวี้ยงมือออกไป มันยังไม่ทันเกิด แต่เล่ามาหลายหน้า แต่เราระทึกระส่ำไปกับทุกๆ ตัวอักษรเลย บีบคั้นหัวใจไปหมด นี่มันคือวิธีที่เขาสามารถทำได้ คือสร้างจังหวะ จะโคน ในงานเขียนได้

แล้วผมก็มีโอกาสได้อ่านงานอย่าง The Tin Drum ของ กุนเทอร์ กราสส์ (Günter Grass) นักเขียนโนเบล แล้วมันมีอยู่บทหนึ่ง ผมอ่านแล้วผมได้ยินเสียงดนตรี มันมีภาวะ เวลาที่เราเข้าไปในโรงมหรสพ มีการโหมโรง การขึ้น มีจุดที่พีกมาก มีส่วนที่ผ่อนลง ผมว่ามันเป็นคลื่นของดนตรีที่ถูกสร้างขึ้นให้ผมอ่าน ผมก็รู้สึกอยากจะทำแบบนี้บ้าง

มันคือสิ่งที่ส่งกระทบมาสู่เรา เอามาทดลองใช้ ในเรื่องลับแล แก่งคอย ช่วงที่พ่อตาย ก็มีจังหวะย้ำโยกๆเกิดขึ้นไปตลอดบทนั้น

The_Tin_Drum_cover


เรวัตร์:
เวลาที่เราเขียนเรื่องสั้น ต้องมีแรงขับจากข้างใน ถ้าเกิดอ่านงานเรวัตร์ จะเห็นว่าเขียนแต่เรื่องใกล้ๆ ตัว ถ้ายังมีความหมกมุ่นอยู่ เราก็ต้องเขียนออกมา ได้สนทนากับตัวเอง กับตัวละครที่เราสมมติขึ้นมา งานเขียนเป็นการเยียวยาตัวผู้เขียนก่อน ไม่ได้คิดว่าจะเปลี่ยนสังคม เปลี่ยนประเทศ ไม่เคยพูดที่ไหน เพราะเรารู้สึกว่าเราป่วย ถ้าเราไม่มีการเขียนเป็นเครื่องมือ ผมจะเป็นอย่างไร ตัวละครเรวัตร์ก็จะมีฆ่าตัวตาย ช่วงวัยหนุ่ม 24-25 ปีตัวละครชอบฆ่าตัวตาย ให้ตัวละครเดินลงน้ำบ้างอะไรบ้าง

จรูญพร: จากที่เราพูดถึงพัฒนาการ คราวนี้ถามถึงกระบวนการทำงาน งานชุดล่าสุดของนักเขียนทั้งสองคนมันเป็นระบบมากขึ้น วิธีคิดในการสร้างงานแต่ละชุด เป็นยังไงในปัจจุบัน

อุทิศ:วางแผนแบบนักธุรกิจเลย พูดให้ชังกันเลยเนอะ มันจำเป็นต้องทำนะ ถ้าคิดว่าจะพิสูจน์ตัวเองด้วยลักษณะที่เขียนหนังสือแล้วอยู่ให้ได้ ใจตัวเองต้องเข้มแข็ง หนักแน่น มีพลังใจพอ ยืนระยะตัวเองให้ได้ในระยะยาว สิ่งที่จะต้องคิดก็คือ จะทำยังไงเพื่อจะจะให้ได้สิ่งอื่นๆ มาหล่อเลี้ยงการยืนระยะของตัวเอง ถ้าเรียนศิลปะมา เราจะรู้ว่าศิลปินทุกคนมีระเบียบวินัยกับตัวเองค่อนข้างมาก  พฤติกรรมภายนอกที่แสดงออกมาให้สังคมได้เห็น มันไม่เหมือนกันกับเวลาที่เขานั่งลงทำงาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาให้ความเคารพมาก สถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นสถานที่ที่เขามีความคาดหวังกับตัวเองมาก มันต้องใช้ความทุ่มเท ตั้งอกตั้งใจกับสิ่งที่ตัวเองพยายามจะทำมาก ผมก็เลยเชื่อว่า ไม่ว่ายุคไหน คนที่จะเป็นศิลปินซึ่งไม่มีใครมาดูแลตัวเอง จะต้องดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ มีความรับผิดชอบ มีวินัยค่อนข้างสูง และผมเชื่อเรื่องนี้ ว่าศิลปินมีเป็นพื้นฐานด้วย เรื่องเกกมะเหรกเกเรมันเป็นสิ่งที่ถูกเล่าต่อกันมาเพื่อให้มันดูเป็นภาวะที่มันลอยชาย

ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น เขียนเรื่องสั้นกระจายตามที่โน่นที่นี่ ถึงได้บอกเด็กรุ่นใหม่ที่เริ่มหัดเขียนว่า เขียนเสร็จแล้วส่งให้สำนักพิมพ์ไป ก็ปล่อยไปเลย แล้วก็ไปเขียนเรื่องใหม่ อย่าไปจับจด คอยฟังว่าทำไมเขาไม่ตอบมาสักที รอสามสี่เดือน หมดจากเรื่องนั้น ก็เอาเรื่องนี้ไปส่งที่ใหม่ เหมือนที่พี่โยพูดไป มันตอบความข้องใจในใจ มันออกไปแล้ว ก็ปล่อยมันไป ให้เติบโตของมัน มันจะไปหกล้มคลุกคลานที่ไหน หรือบินไปได้ก็เป็นเรื่องของมันแล้ว เรามีหน้าที่จะต้องสร้างเรื่องใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

มันเป็นช่วงวัยหนุ่มสาว พลังมันเยอะ อยากทำโน่นทำนี่ตลอดเวลา ขณะที่เราเขียนเรื่องนี้อยู่ มันก็มีอวตารอันอื่นของเรื่องนี้ขึ้นมา เลยต้องจัดลำดับความสำคัญให้เป็นระบบ งานที่หลุดออกไปจากมือของเรา เราไปกะเกณฑ์อะไรกับมันไม่ได้ จริงๆ กว่าจะเข้าระเบียบ ก็ตอนที่เขียนลับแลแก่งคอยเสร็จ คิดว่าจะได้ลง ไปหวังกับมันมาก ทุบหม้อข้าว เงินไม่เหลือในกระเป๋าเลยนะ

ตอนนั้นแหละครับ ค่อยๆ จัดระเบียบของตัวเองขึ้นมา ต้องวางแผนว่าจะต้องทำอะไร อย่างน้อยใช้เวลาเขียนหนังสือต่อเล่ม เฉลี่ยอยู่ที่ 1 ปี ต้นฉบับขัดเกลาอีกสักครึ่งปี รวมๆ ก็ 2 ปี ปัจจุบันที่มารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการไรต์เตอร์ หยุดเขียนงานสองปี ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้เขียนเลย แต่หยุดเขียนนิยาย ส่วนต้นฉบับที่เตรียมไว้อยู่แล้ว ก็วางแผนว่าจะออกเมื่อไหร่

งานเขียนเรื่องสั้นสมัยนี้ก็เริ่มมีการวางระบบมากขึ้น เหมือนอย่างของต่างชาติก็เป็นมานานแล้ว ได้รับการยอมรับมากขึ้น ลักษณะของเรื่องสั้นที่สอดร้อยกันทั้งหมด เช่น โอลีฟ คิตเตอร์ริดจ์ (Olive Kitteridge)ตัวละครตัวนั้นไปโผล่อีกเรื่องหนึ่ง งานในลักษณะนี้เราก็มองเห็นในไวน์สเบิร์ก โอไฮโอ (Winesburg, Ohio) คือซอยออกเป็นเรื่องสั้น แต่จะมองเป็นนิยายก็ได้

เรวัตร์:ผมก็มีการควบคุมแนวคิดเรื่องไม่ให้ฟุ้งจากกันไปมากนัก ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น ไม่ออกไปประเด็นอื่นๆ มาก จริงๆ แอบคิดว่าอยากให้รวมเรื่องสั้นอ่านเป็นนิยายได้อย่างที่คุณอุทิศพูด หรือการวางพล็อตเป็นเหมือนหนังสั้นที่ต่อกัน 12 เรื่อง ฉากจบของเรื่องหนึ่ง ไปต่อกับอีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องวินัยเราก็ตื่นตีสามมาให้ชิน ถึงไม่เขียนงาน ก็เขียนบันทึกบ้าง ออกกำลังกาย อย่างที่คุณอุทิศบอกว่าต้องดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ใช่ว่าเจ็บป่วยแล้วมาเขียนก็ยิ่งหนัก พอมีวินัยเราก็รู้เลยว่า งานมันไม่สะเปะสะปะ

อุทิศ:เวลาที่เราทำงาน เราต้องการใช้อิสระมาก ต้องการใช้พลังความคิดมากโดยที่ไม่มีขีดจำกัด เราต้องจัดเตรียมพื้นที่ให้กับมัน ต้องมีความพร้อมให้กับสิ่งที่ตัวเองจะถ่ายออกไป ระเบียบวินัยเป็นตัวทำให้สิ่งนี้มีศักยภาพมากขึ้น ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งรู้สึกว่าร่างกายกับใจมันสัมพันธ์กัน บางทีถ้าร่างกายไม่พร้อม สิ่งที่มันควรจะออกมาได้ดีในช่วงที่สดชื่นมันก็ลดน้อยถอยลงไปถ้าร่างกายมันไม่พร้อม ขอให้ฝากดูแล ไปออกกำลังกาย หรือจัดลำดับความสำคัญให้จิตวิญญาณเราได้พวยพุ่งขึ้นมาได้ถูกเวลา ใช้วินัยนี่แหละช่วยกำกับ

Share on FacebookGoogle+Tweet about this on TwitterEmail to someonePrint this page
Filed under: Features

by

Khing Amatyakul

ณัฐกานต์ อมาตยกุล อดีตเด็กฝึกงานเวย์ ปัจจุบันเขียนงานในกลุ่มสารคดีอิสระสายลมและดูแลสำนักพิมพ์เล็กๆ ชื่อไจไจบุ๊คส์ khunning.wordpress.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *